บทว่า อสทฺธมฺเมน นิมนฺเตติ มาตุคามย่อมเชื้อเชิญด้วยอสัทธรรม
คือ เชื้อเชิญด้วยเมถุนธรรมว่า ข้าแต่ภิกษุ ท่านจงมาเถิด. วันนี้ท่านจักฉันใน
ที่นี้แหละ จักอยู่ในที่นี้ตลอดคืนหนึ่งแล้วเสวยสมบัติ พรุ่งนี้จึงค่อยไป.
ด้วยบทว่า ภูตปุพฺพํ นี้อีก ท่านพระอุทายีเถระกล่าวถึงเหตุที่เห็น
ด้วยตนเอง. บทว่า วิชฺชนฺตริกาย โดยแสงฟ้าแลบคือโดยขณะที่สายฟ้าส่อง
แสง. บทว่า วิสฺสรมกาสิ คือร้องเสียงดัง. บทว่า อภุมฺเม ความว่า
คำว่า ภู ได้แก่ ความเจริญ คำว่า อภู ได้แก่ ความเสื่อม. อธิบายว่า
ความพินาศได้มีแก่เรา. บทว่า ปิสาโจ วต มํ คือ ปีศาจจะมากินเรา.
พึงทราบความในบทนี้ว่า อาตุมารี มาตุมารี ดังต่อไปนี้. บทว่า
อาตุ ได้แก่ บิดา. บทว่า มาตุ ได้แก่ มารดา. ท่านอธิบายว่า บิดาหรือมารดา
ของภิกษุใดยังมีอยู่ มารดาบิดาเกิดความเอ็นดูภิกษุนั้นว่า เป็นบุตรของเรา
แล้วให้ของเคี้ยวของฉันอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้นอนในที่แห่งหนึ่ง ภิกษุนั้นจะไม่
เที่ยวบิณฑบาตในกลางคืนอย่างนี้เลย. แต่มารดาบิดาของท่านคงจะตายเสียแล้ว
ท่านจึงเที่ยวไปอย่างนี้.
บทว่า เอเมวํ ปน ก็อย่างนั้นแล คือ โมฆบุรุษทั้งหลายไม่เห็น
อานิสงส์ไร ๆ อย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงติเตียนจึงตรัสว่า เอว-
มาหํสุ เขากลับมากล่าวโดยไม่มีเหตุอย่างนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า อาหํสุ
คือ ย่อมกล่าว. บทว่า กึ ปนิมสฺส คือ ทำไมจึงต้องว่ากล่าวเพราะเหตุแห่งโทษ
เพียงเล็กน้อยนี้เล่า. ควรทำเป็นดุจไม่เห็นไม่ได้ยินมิใช่หรือ. บทว่า โอรมตฺ-
ตกสฺส คือ พอประมาณ. บทว่า อธิสลฺเลขเตวายํ พระสมณะนี้ช่างขัดเกลา
หนักไป คือ พระสมณะนี้ย่อมขัดเกลาเกินไป คือ ทำความพยายามหนักไป ดุจ
ดื่มเนยข้น ดุจตัดสายก้านบัวด้วยเลื่อย. บทว่า สิกฺขากามา ผู้ใคร่ในการศึกษา