หลุดจากฝาลงมากองที่พื้น. บทว่า กากาติปายึ ต้องคอยไล่กา คือ ในเวลา
นั่งข้างในด้วยคิดว่าจักบริโภคอะไร ๆ ชื่อว่ากิจด้วยประตูไม่มีต่างหาก. แต่นั้น
ฝูงกาก็จะเข้าไปรุมล้อม แต่กากล้า ในเวลาหนีก็จะหนีออกไปซึ่งๆ หน้า. บทว่า
น ปรมรูปํ มีทรงไม่งาม คือ มีทรงไม่งามเหมือนเรือนของผู้มีบุญ. บทว่า
กโฬปิกา มีแคร่อันหนึ่ง. บทว่า โอลุคฺควิลุคฺคา หลุดลุ่ย คือ จะพังมิพังแหล่.
บทว่า ธญฺสมวาปกํ คือ ข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่าน. ในบทนั้น ข้าว
ชื่อว่า ธญฺํ พืชมีพืชน้ำเต้า พืชฟักเป็นต้นชื่อว่า สมวาปกํ. บทว่า น
ปรมรูปํ ไม่ใช่เป็นพันธุ์อย่างดี คือพืชบริสุทธิ์มีพืชข้าวสาลีมีกลิ่นหอมเป็นต้น
ไม่ใช่พันธุ์อย่างดีเหมือนของคนมีบุญทั้งหลาย. บทว่า ชายิกา ภรรยา คือ
ภรรยาขัดสน. บทว่า น ปรมรูปา มีรูปไม่งาม คือน่าเกลียดมีก้นห้อยเหมือน
กระเช้า ดุจปีศาจท้องพลุ้ย. บทว่า สามญฺํ คือ ความเป็นสมณะ. บทว่า
โส วตสฺสํ โยหํ คือเราควรจะปลงผมและหนวดออกบวช. บทว่า โส น
สกฺกุเณยฺย เขาไม่อาจ คือ แม้เขาคิดแล้วอย่างนี้ก็กลับไปเรือนไตร่ตรองว่า
ชื่อว่า บรรพชา หนัก ยากที่จะทำได้ ยากที่จะเข้าถึงได้ แม้เที่ยวไปบิณฑบาต
ใน ๗ บ้านบ้าง ๘ บ้านบ้างก็ต้องกลับมาล้างบาตร เราไม่อาจเป็นอยู่อย่างนี้ได้
จึงกลับมาอีก อยู่บ้านเราดีกว่า ทัพสัมภาระของหญ้าและเถาวัลย์ก็เก็บรวมทำ
ผ้าไว้ได้. บรรพชาจะทำอะไรได้. ทีนั้นเรือนหลังเล็กของเขานั้นก็ปรากฏดุจเวช-
ยันตปราสาท. ต่อแต่นั้นเขาแลดูแคร่ของเขาแล้วคิดว่า เมื่อเราไปแล้วชนทั้งหลาย
จะไม่ซ่อมแคร่นี้จักทำเป็นเตาไฟ เราควรจะได้ไม้ไผ่ทำแคร่อีก. เราจักทำอะไร
กับการบวช. ทีนั้นแคร่ของเขานั้นปรากฏดุจเป็นที่นอนอันมีสิริ. จากนั้นเขาแล
ดูหม้อใส่ข้าวเปลือกแล้วคิดว่า เมื่อเราไปแล้ว หญิงแม่เรือนนี้จักบริโภคข้าว-
เปลือกนี้กับชายนั้น. เราควรกลับมาให้ความเป็นไปของชีวิตใหม่. เราจักทำ