ธรรมแล้วจักบวชในสำนักของเราแล้วบรรลุอรหัต. จริงอยู่ เราบำเพ็ญบารมีมา
ก็เพื่อทำการสงเคราะห์ผู้อื่น จึงทรงให้ปูเครื่องลาดอันทำด้วยหญ้าแล้วเสด็จไป.
บทว่า สมณเสยฺยานุรูปํ มญฺเ เห็นจะเป็นที่นอนสมควรแก่สมณะ
คือ สำคัญเครื่องลาดนี้ว่า เป็นที่นอนสมควรแก่สมณะ. อนึ่ง เครื่องลาดนี้
มิใช่ที่อยู่ของสมณะผู้ไม่สำรวมแล้ว. เป็นความจริงอย่างนั้นที่เครื่องลาดนี้ มิได้
ปรากฏที่ถูกเขี่ยด้วยมือ ที่ถูกกระทบด้วยศีรษะ หรือที่ถูกเขี่ยด้วยเท้า. เครื่อง
ลาดนี้ไม่เลอเทอะไม่ถูกเสียดสีไม่ถูกทำลายดุจช่างระบายสีผู้ฉลาดเอาดินสอพอง
ระบายปูไว้คงเป็นที่อยู่ของสมณะผู้สำรวมแล้ว. มาคัณฑิยพราหมณ์จึงถามว่า
ท่านผู้เจริญที่อยู่ของใคร. บทว่า ภูนหนสฺส ผู้กำจัดความเจริญ คือ ผู้สร้าง
มารยาท. เพราะเหตุไรมาคัณฑิยะถึงกล่าวอย่างนั้น. เพราะเขามีลัทธิ คือทำ
ให้ความเจริญปรากฏในทวาร ๖. นี้เป็นลัทธิของเขา คือ ควรให้จักษุงอกงาม
เจริญ. ควรเห็นรูปที่ไม่เคยเห็น. รูปที่เห็นแล้วควรผ่านไป. ควรให้โสตะงอกงาม
เจริญ ควรฟังเสียงที่ไม่เคยฟัง. เสียงที่ฟังแล้วควรผ่านไป. ควรให้ฆานะงอกงาม
เจริญ ควรดมกลิ่นที่ไม่เคยดม. กลิ่นที่ดมแล้วควรผ่านไป. ควรให้ชิวหา
งอกงาม เจริญ ควรลิ้มรสที่ไม่เคยลิ้ม. รสที่ล้มแล้วควรผ่านไป. ควรให้กาย
งอกงามเจริญ ควรสัมผัสโผฏฐัพพะที่ยังไม่เคยสัมผัส. โผฏฐัพพะที่สัมผัสแล้ว
ควรผ่านไป. ควรให้มนะงอกงามเจริญ ควรรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ ธรรมที่รู้แล้ว
ควรผ่านไป. มาคัณฑิยะบัญญัติความเจริญในทวาร ๖ ไว้ด้วยประการฉะนี้.
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติความสำรวมในทวาร ๖ ไว้ว่า
ความสำรวม จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กาย วาจา ใจ เป็นความดี. ความสำรวม
ในทวารทั้งปวงเป็นความดี. ภิกษุสำรวม
ในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง.