คนในที่นี้ไม่มีคนที่ ๓. บุรุษผู้มีโสตไวจักได้ยินเสียงของเราทั้งสองเป็นแน่.
ลำดับนั้น ภารทวาชพราหมณ์บังเกิดปีติภายในขุมขนเก้าหมื่นได้ชูชัน. ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สํวิคฺโค โลมหฏฺชาโต ภารทวาชพราหมณ์ตกใจ
โลมชาติชูชัน.
ลำดับนั้น มาคัณฑิยปริพาชกทั้ง ๆ ที่มีญาณแก่กล่าดุจเมล็ดพืชที่มีปาก
อ้าแล้ว ไม่สามารถนั่งสงบอยู่ได้เดินไปมา มาเฝ้าพระศาสดาอีก แล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เพื่อแสดงถึงมาคัณฑิยะนั้นจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อถ โข
มาคณฺฑิโย ครั้งนั้นมาคัณฑิยะ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระศาสดามิได้ตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนมาคัณฑิยะ ท่านได้
กล่าวกะเราแล้วดัง นี้ทรงปรารภพระธรรมเทศนาแก่ปริพาชกว่า จกฺขุ โข
มาคณฺฑิย ดังนี้. ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ ชื่อว่า จกฺขุ รูปารามํ เพราะรูป
เป็นที่มายินดีแห่งจักษุด้วยอรรถว่าเป็นที่อาศัย. ชื่อว่า รูปรตํ เพราะจักษุ
ยินดีในรูป. ชื่อว่า รูปสมฺมุทิตํ เพราะจักษุอันรูปให้บันเทิงแล้ว. บทว่า ทนฺตํ
ทรมานแล้ว คือให้หมดพยศแล้ว. บทว่า คุตฺตํ คือคุ้มครองแล้ว. บทว่า
รกฺขิตํ รักษาแล้ว คือ ตั้งการอารักขาไว้แล้ว. บทว่า สํวุตํ สำรวมแล้ว
คือ ปิดแล้ว. บทว่า สํวราย เพื่อสำรวม คือเพื่อต้องการปิด. บทว่า
ปริจาริตปุพฺโพ เคยได้รับบำเรอ คือ เคยพูดจาปราศรัย. บทว่า รูปปริฬาหํ
เดือดร้อนเพราะรูป คือความเดือดร้อนเกิดขึ้นเพราะปรารภรูป. บทว่า อิมสฺส
ปน เต มาคณฺฑิย กิมสฺส วจนียํ ดูก่อนมาคัณฑิยะ ก็ท่านจะพึงว่าอะไร
แก่ท่านผู้นี้เล่า คือท่านจะพึงกล่าวคำอะไรแก่พระขีณาสพนี้ผู้กำหนดรูปแล้ว
บรรลุพระอรหัตเล่า. ถามว่า ควรจะกล่าวว่า พระสมณโคดมเป็นผู้กำจัดความ
เจริญ เป็นผู้สร้างมารยาทดังนี้หรือไม่ควรกล่าว. บทว่า น กิญฺจิ โภ โคตม