Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 165

เล่ม มมร. 21 หน้า 165 ข้อ 534
บทว่า ภินฺเนน สีเสน ความว่า ทำลายหนังกำพร้าแตกจนจดกระดูก. บทว่า พฺราหฺมณ ท่านกล่าวหมายถึงความเป็นพระขีณาสพ. บทว่า ยสฺส โข ตฺวํ พฺราหฺมณ กมฺมสฺส วิปาเกน นี้ ท่านกล่าวหมายเอาทิฏฐธรรมเวทนีย กรรมที่เป็นสภาคกัน . จริงอยู่กรรมที่ท่านกระท่านั่นแหละย่อมยังส่วนทั้งสามให้ เต็ม ในบรรดาจิต ๗ ดวง ชวนจิตดวงแรกเป็นกุศลหรืออกุศล ก็ย่อมชื่อว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม. กรรมนั้น ย่อมให้ซึ่งวิบากในอัตภาพนี้เท่านั้น. เมื่อไม่อาจเช่นนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นอโหสิกรรมไป ด้วยหมวดสามนี้คือ อโหสิ- กรรม (นาโหสิ กมฺมวิปาโก) กรรมวิบากไม่ได้มีแล้ว (น ภวิสฺสติ กมฺม วิปาโก) กรรมวิบากจักไม่มี (นตฺถิ กมฺมวิปาโก) ไม่มีกรรมวิบาก. ชวน เจตนาดวงที่ ๗ อันให้สำเร็จประโยชน์ ชื่อว่า อุปปัชชเวทนียกรรม. กรรมนั้น ย่อมให้ผลในอัตภาพถัดไป. เมื่อไม่อาจเช่นนั้น กรรมนั้นก็ชื่อว่าเป็นอโหสิ- กรรม โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นเทียว. ชวนเจตนา ๕ ดวง ในระหว่างกรรมทั้ง สอง ย่อมชื่อว่า อปราปริยเวทนียกรรม. กรรมนั้น ย่อมได้โอกาสเมื่อใด ย่อมให้ผลเมื่อนั้นในอนาคต. เมื่อยังมีการเวียนว่ายอยู่ในสงสาร ชื่อว่าอโหสิ- กรรมย่อมไม่มี. ก็กรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ ของพระเถระคือ อุปปัชชเวทนียกรรม ๑ อปราปริยเวทนียกรรม ๑ อันพระอรหัตตมรรคตัวกระทำกรรมให้สิ้นถอนขึ้น เสร็จแล้ว. ยังมีแต่ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม. กรรมนั้นแม้ท่านถึงพระอรหัตต์ แล้ว ก็ยังให้ผลอยู่นั่นเทียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงกรรมนี้ จึง ตรัสว่า ยสฺส โข ตฺวํ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ในคำว่า ยสฺส โข นี้ พึง ทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า ยาทิสสฺส โข ตฺวํ พฺราหฺมณ กมฺมสฺส วิปาเกน ดูก่อนพราหมณ์ ด้วยผลแห่งกรรมเช่นใดแลท่าน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka