วิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความ
เป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะ
กรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม
สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรมเหมือนลิ่ม
สลักของรถที่กำลังแล่นไป ฉะนั้น
บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยกรรม
อันประเสริฐนี้ คือ ตบะ พรหมจรรย์
สัญญมะและทมะ กรรม ๔ อย่างนี้ เป็น
กรรมอันสูงสุดของพรหมทั้งหลาย ทำให้
ผู้ประพฤติถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ ระงับ
กิเลสได้ สิ้นภพใหม่แล้ว ดูก่อนวาเสฏฐะ
ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพรหม
เป็นท้าวสักกะ ของบัณฑิตผู้รู้แจ้งทั้งหลาย.
[๗๐๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพและ
ภารทวาชมาณพ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงาย
ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ใน
ที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสองนี้
ขอถึงพระโคดมผู้เจริญกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอ
พระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉะนี้แล.
จบวาเสฏฐสูตรที่ ๘