Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 หน้าที่ 398

เล่ม มมร. 24 หน้า 398 ข้อ 312
นั้น ย่อมเหมาะแก่การย้ำและชัด. บทว่า ชมฺโพนทํ ได้แก่ทองที่เกิดในแม่ น้ำที่ไหลไปทางกึ่งชมพู่ใหญ่ หรือเมื่อรสผลชมพู่ใหญ่จมดิน หน่อทองคำผุดขึ้น อธิบายว่า เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำนั้น. บทว่า กมฺมารปุตฺตํ อุกฺกามุ- เขสุ กุสลํ สมฺปหฏฺํ ได้แก่ ที่บุตรช่างทองผู้ฉลาด หลอมทางปากเบ้า สุกคว้างแล้ว. ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ท่านถือเอาทองชมพูนุท ที่ยังไม่ทำรูปพรรณ. แต่ในพระสูตรนี้ ท่านถือเอาทองที่ทำรูปพรรณแล้ว. บทว่า วิทฺเธ แปลว่า อยู่ไกล. บทว่า เทเว ได้แก่ อากาศ. บทว่า นภํ อพฺภุสฺสุกฺกมาโน ได้แก่ โลดขึ้นสู่อากาศ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงภาพดวงอาทิตย์อ่อน ๆ. บทว่า โสรโต ได้แก่ ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม. บทว่า ทนฺโต ได้แก่ หมดพยศ. บทว่า สตฺถุวณฺณภโต แปลว่า มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว. จริงอยู่ พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๘ ทรงนำคุณของพระเถระมา โดยนัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดังนี้ เป็นต้น. พระเถระก็ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว. บทว่า กาลํ กงฺขติ ได้แก่ ปรารถนากาลเป็นที่ปรินิพพาน. จริงอยู่ พระขีณาสพ ย่อมไม่กระหยิ่มยินดีความตาย ไม่มุ่งหมายความเป็น แต่ปรารถนา อธิบายว่า ยืนคอยดูกาลเวลา เหมือนบุรุษยืนคอยค่าจ้างไปวันหนึ่ง ๆ. ด้วยเหตุนั้น ท่าน พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ กาลํ จ ปาฏิกงฺขามิ นิพฺพิสํ กติโก ยถา เราไม่ยินดีความตาย เราไม่ยินดี ความเป็นอยู่ แต่เรารอเวลา [ปรินิพพาน] เหมือนลูกจ้าง รอค่าจ้างฉะนั้น. จบอรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๙
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka