ครั้งนั้นแล ท่านโคธิกะได้เกิดความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เสื่อมจาก
เจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ถึง ๖ ครั้งแล้ว ถ้ากระไร เราพึงนำศัสตรามา.
[๔๙๐] ลำดับนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่าน
โคธิกะด้วยจิตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ มีเพียรใหญ่
มีปัญญามาก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ
ก้าวล่วงเวรและภัยทั้งปวง ข้าพระองค์ขอ
ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ ข้าแต่พระองค์
ผู้มีเพียรใหญ่ สาวกของพระองค์อันมรณะ
ครอบงำแล้ว ย่อมคิดจำนงหวังความตาย
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรื่อง
ขอพระองค์จงห้ามสาวกะองพระองค์นั้น
เสียเถิด.
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏ
ในหมู่ชน สาวกของพระองค์ยินดีในพระ-
ศาสนา ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัต ยัง
เป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงกระทำกาละ
เสียเล่า.
ก็เวลานั้น ท่านโคธิกะได้นำศัสตรามาแล้ว.
[๔๙๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมารผู้มีบาป
จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า