Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 100

เล่ม มมร. 26 หน้า 100 ข้อ 63
ไม่เที่ยง เพราะขันธ์ซึ่งมีสภาพไม่เที่ยง เป็นชรามรณะ. แม้ในสังขต- ธรรมเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนบทว่า สงฺขตํ ในที่นี้ ได้เเก่ กระทำร่วมกันกับปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ได้แก่ที่ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น. บทว่า ขยธมฺมํ ได้แก่มีความสิ้นไปเป็นสภาวะ. บทว่า วยธมฺมํ ได้แก่มีความสลายไปเป็นสภาวะ. บทว่า วิราคธมฺมํ ได้แก่มีความปราศจากยินดีเป็นสภาวะ. บทว่า นิโรธธมฺมํ ได้แก่ ความดับสนิทเป็นสภาวะ. แม้ความที่ชาติไม่เที่ยง ก็พึงทราบตามนัย ที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ก็อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนิจฺจํ ในข้อนี้ ย่อมถูก เหมือนกัน โดยปริยายหนึ่ง เพราะท่านเห็นชนกปัจจัย ในลักษณะที่มี สภาวะเป็นไปตามกิจ. ภพเป็นต้น ก็มีความไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นสภาวะ. บทว่า สมฺมปฺปญฺาย ได้แก่ มรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า ปุพฺพนฺตํ ได้แก่ ล่วงไปก่อน. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อโหสึ นุโข เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :- เราตถาคตอาศัยอาการที่เที่ยงว่า เราได้มีแล้วหนอ และอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้น จึงสงสัยในอดีตว่า ตนมีและไม่มี ไม่พึง กล่าวว่าอะไรเป็นเหตุ คนพาลปุถุชนย่อมประพฤติตามแต่จะเป็นไป เหมือนคนบ้า. บทว่า กึ นุ โข อโหสึ ได้แก่ อาศัยความเกิดขึ้น แห่งชาติและเพศ จึงสงสัยว่า เราเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาหรือมนุษย์คนใดคนหนึ่ง. บทว่า กถํ นุโข ได้แก่อาศัยอาการแห่งสัณฐาน แล้วย่อมสงสัยว่าเราเป็นคนสูง หรือเป็นคนต่ำ ขาวดำ หรือปานกลางเป็นต้น คนใด คนหนึ่ง. แต่ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยการถือทิฏฐิที่ว่า พระอิศวรบันดาลเป็นต้น จึงสงสัยโดยเหตุว่า เพราะเหตุไรหนอแล เราจึงได้เป็น (อย่างนั้น).
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka