Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 101

เล่ม มมร. 26 หน้า 101 ข้อ 63
บทว่า กึ หุตฺวา กึ อโหสึ ความว่า อาศัยชาติเป็นต้น เราได้เป็นกษัตริย์หรือ แล้วจึงสงสัยว่า คนเป็นคนอื่นร่ำไป ว่า เราเป็น กษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์หรือ ฯ ล ฯ เป็นเทวดาแล้ว เป็นมนุษย์. แต่ คำว่า อทฺธานํ ในที่ทุกแห่ง เป็นชื่อ เรียกกาล. บทว่า อปรนฺตํ ได้แก่ ที่สุด ซึ่งยังมาไม่ถึง. บทว่า ภวิสฺสามิ นุ โข นนุ โข ความว่า อาศัยอาการที่เที่ยง และอาการที่ขาดสูญ แล้วจึงสงสัยว่า ตน มีและไม่มี ในอนาคต. ส่วนที่เหลือในข้อนี้ ก็มีนัยอย่างที่กล่าวมาแล้ว. บทว่า เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ ความว่า หรือระบุเอา ปัจจุบันกาลแม้ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิในบัดนี้ จนถึงจุติ. บทว่า อชฺฌตฺตํ กถํกถี ภวิสฺสติ ได้แก่จักเป็นผู้สงสัยในขันธ์ของตน. ด้วย บทว่า อหํ นุโขสฺมิ ความว่า สงสัยว่า คนมีอยู่หรือ. ถามว่า ข้อนั้น ควรหรือ. จะไปคิดถึงทำไม ในข้อที่ว่า ควรไม่ควรนี้. อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้ท่านนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้. เล่ากันว่า จุลลมารดามีบุตรหัวโล้น. มหามารดามีบุตรหัวไม่โล้น. มารดาทั้งสองต่างก็แต่งตัวบุตรนั้น. บุตรคนนั้นก็ลุกขึ้น คิดว่า เราเป็น ลูกของจุลลมารดาหรือ. เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมสงสัยว่า เราเป็นหรือหนอ. ด้วยบทว่า โน นุโขสฺมิ ความว่า สงสัยว่า ตนไม่มี. แม้ในข้อนี้มีเรื่อง นี้เป็นอุทาหรณ์. เล่ากันว่า มีชายคนหนึ่ง เมื่อจะจับปลา จึงฟันขาของตนซึ่งเย็น เพราะยืนอยู่ในน้ำนาน โดยคิดว่าเป็นปลา. อีกคนกำลังรักษานาอยู่ ข้าง ๆ ป่าช้า กลัวผี จึงนอนชันเข่า พอเขาตื่นขึ้น คิดว่าเข่าทั้ง ๒ ของตนเป็นยักษ์ ๒ ตน จึงฟันฉับเข้าให้. ด้วยประการดังว่ามานี้ จึงเกิด
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka