เวทนาซึ่งมีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญา
ประดุจปฐพีทรงแสดงแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไป
จากทุกข์เลย เพราะเหตุที่ภิกษุผู้มีความเพียร
ละทิ้งเสียได้ด้วยสัมปชัญญะ เธอชื่อว่าเป็น
บัณฑิตย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งปวง ครั้นกำหนด
รู้เวทนาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้ในปัจจุบัน
ตั้งอยู่ในธรรมถึงที่สุดเวท เมื่อตายไป ย่อมไม่
เข้าถึงความนับว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง เป็น
ผู้หลง ดังนี้.
จบ ปหานสูตรที่ ๓
อรรถกถาปหานสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในปหานสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อจฺเฉชฺช ตยฺหํ ความว่า ตัดตัณหาแม้ทั้งปวงได้เด็ดขาด
แล้ว. บทว่า นิวตฺตยิ สญฺโชนํ ความว่า เพิกถอนสังโยชน์ทั้ง ๑๐
อย่างได้แล้ว คือได้ทำให้หมดมูล. บทว่า สมฺมา คือโดยเหตุ คือโดยการณ์.
บทว่า มานาภิสมยา ความว่า เพราะเห็นและละมานะเสียได้ ด้วยว่า
อรหัตตมรรค ย่อมเห็นซึ่งมานะด้วยสามารถแห่งกิจ. นี้จัดเป็นการละมานะ
นั้นด้วยทัสสนะ. ส่วนมานะนั้นอันอรหัตมรรคนั้นเห็นแล้ว ย่อมละได้
ทันทีเหมือนชีวิตของสัตว์อันบุคคลเห็นละได้ด้วยสามารถทิฏฐิฉะนั้น.นี้ จัด
เป็นการละมานะนั้นด้วยปหานะ. บทว่า อนฺตมาสิ ทุกฺขสฺส ท่านอธิบาย