อย่างใดอย่างหนึ่งมีหลาว ๓ แฉกเป็นต้น ที่ลูกโคเหล่านั้น เมื่อนั้น
บุคคลย่อมสามารถรู้ได้ฉันใด ตลอดเวลาที่ราคะยังไม่เกิดขึ้นแก่บุคคล
บุคคลย่อมไม่สามารถเพื่อจะรู้ได้ว่า เขาเป็นพระอริยะ หรือปุถุชน ต่อเมื่อ
ราคะเกิดขึ้นแก่เขา ย่อมเกิดขึ้นเหมือนทำเครื่องหมายอันให้รู้ได้ว่า บุคคลนี้
ชื่อว่า ยังมีราคะอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวราคะว่าเป็นตัวทำนิมิต.
แม้ในโทสะและโมหะก็มีนัยนี้ เหมือนกัน.
ธรรม ๑๓ คือวิปัสสนา ๑ อรูป ๔ มรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า
อนิมิตตาเจโตวิมุตติ. ในธรรม ๑๓ นั้น วิปัสสนา ชื่อว่า อนิมิตตะ
เพราะอรรถว่าเพิกถอนนิมิตว่าเที่ยงเป็นสุข เป็นตนเสียได้ อรูป ๔ ชื่อว่า
อนิมิต เพราะไม่มีรูปนิมิต. มรรคและผล ชื่อว่า อนิมิต เพราะไม่มีกิเลส
เป็นตัวกระทำนิมิต. แม้นิพพาน ก็เป็นอนิมิตเท่านั้น. แต่ท่านไม่ถือเอา
นิพพานนั้น เพราะไม่ใช่เจโตวิมุตติ. ถามว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร
ท่านจึงไม่ถือเอา สุญญตาเจโตวิมุตติ. ตอบว่า สุญญาตาเจโตวิมุตตินั้น ไม่จัด
เข้าในธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านแยกไว้ไม่ถือเอา เพราะบาลีว่า
สุญฺา ราเคน เป็นอาทิ. บทว่า เอกตฺถา ความว่า มีอรรถอย่างเดียวกัน
ด้วยสามารถแห่งอารมณ์. ก็บทเหล่านั้น คือ อัปปมาณะ อากิญจัญญะ
สุญญตะ อนิมิตตะ ทั้งหมด เป็นชื่อของนิพพานนั้นเอง. โดยปริยาย
อย่างนี้ จึงมีอรรถเป็นอันเดียวกัน. แต่พยัญชนะต่างกัน โดยปริยายนี้ว่า
ก็ในที่แห่งหนึ่ง เป็นอัปปมาณา ในที่แห่งหนึ่งเป็นอากิญจัญญา ในที่
แห่งหนึ่งเป็นสุญญตา ในที่แห่งหนึ่งเป็นอนิมิตตา.
จบ อรรถกถาโคทัตตสูตรที่ ๗