มีประมาณเท่าใด. ถามว่า ก็อัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้นมีเท่าไร. ตอบว่า
มี ๑๒ คือพรหมวิหาร ๔ มรรค ๔ ผล ๔. ใน ๑๒ อย่างนั้น พรหมวิหาร
ชื่อว่า อัปปมาณา เพราะแผ่ไปหาประมาณมิได้. ธรรมที่เหลือ( มรรค
และผล)พึงทราบดังนี้ แม้นิพพานก็ชื่อว่า อัปปมาณา เหมือนกัน เพราะ
ความที่แห่งกิเลสทั้งหลายตัว ทำประมาณไม่มี. แต่ไม่ชื่อว่า เจโตวิมุตติเพราะ
ฉะนั้น จึงไม่ถือเอา บทว่า อกุปฺปา คืออรหัตตผลเจโตวิมุตติ. ก็อรหัตผล
เจโตวิมุตตินั่น เป็นหัวหน้าธรรมทั้งหมดแห่งอัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้น
เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อคฺคมกฺขายติ. บทว่าราโค โข ภนฺเต กิญฺจนํ
ความว่า ราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกังวลย่ำยี ย่อมผูกพันบุคคลไว้เพราะฉะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า กิญฺจนํ กิเลสเครื่องกังวล. ได้ยินว่า พวกมนุษย์ให้โค
ทั้งหลายย่ำเหยียบลานจะพูดว่า แดงวนไป ดำวนไปพึงทราบว่าราคะมีอรรถ
ว่าย่ำยี มีอรรถว่ากังวล. แม้ในโทสะและโมหะก็มีนัยนี้เหมือนกัน
ธรรม ๙ คืออกิญจัญญายตนะ ๑ มรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอกิญ-
จัญญาเจโตวิมุตติ. ในธรรมเหล่านั้น อากิญจัญญายตนะ ชื่อว่า อากิญ-
จัญญะ เพราะไม่มีกิเลสเครื่องกังวลเป็นอารมณ์. มรรคและผล ชื่อว่า
อากิญจัญญะ เพราะกิเลสเครื่องกังวลคือกิเลสเป็นเครื่องย่ำยีและเป็น
เครื่องผูกไม่มี นิพพานก็เป็น อากิญจัญญะ แต่ไม่ใช่เจโตวิมุตติ เพราะฉะ-
นั้นท่านจึงไม่ถือเอาบทเป็นอาทิว่า ราโค โข ภนฺเต นิมิตฺตกรโณ
ความว่า สองตระกูล มีลูกโคสองคู่เหมือน ๆ กัน บุคคลย่อมไม่สามารถ
จะรู้ได้ว่า นี้ลูกโคของตระกูลโน้น นี้ลูกโคของตระกูลโน้น ตลอดเวลา
ที่เขายังไม่ทำเครื่องหมายไว้ที่ลูกโคเหล่านั้น แต่เมื่อใดเขาทำเครื่องหมาย