ในภายนอก แล้วเป็นของซัดส่ายไปตาม ซ่านไปตาม เพราะระคนปนเจือไป
ด้วยความตรึกไปในกาม ด้วยประการฉะนี้.
ในคำว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น พึงทราบเบื้องหน้า
และเบื้องหลัง ด้วยอำนาจกัมมัฏฐานบ้าง ด้วยอำนาจเทศนาบ้าง อย่างไร
ในเรื่องกัมมัฏฐานก่อน การตั้งมั่นแห่งกัมมัฏฐาน ชื่อว่า เบื้องหน้า อรหัต
ชื่อว่า เบื้องหลัง ในเรื่องนั้น ภิกษุใดยึดเอามูลกัมมัฏฐานไว้มั่นแล้ว
เกียดกันความย่อหย่อนของจิต ในฐานะทั้ง ๔ อย่าง มีความย่อหย่อนเกินไป
เป็นต้น ไม่ติดขัดในฐานะทั้ง ๔ แม้แต่แห่งเดียว เหมือนเทียมโคพยศใช้งาน
จนไค้ หรือเหมือนดอกไม้ ๔ เหลี่ยมแทรกเข้าไป พิจารณาสังขารทั้งหลายย่อม
บรรลุพระอรหัต. ภิกษุแม้นี้ ก็ย่อมชื่อว่า เบื้องหน้าฉัน ใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น
นี้เป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน ส่วนที่ว่าด้วยอำนาจเทศนา
ผมชื่อว่าเบื้องหน้า มันสมอง ชื่อว่าเบื้องหลัง.
ในเรื่องเกี่ยวกับเทศนา (การแสดง) นั้น ภิกษุใดยึดมั่นในผมทั้งหลาย
แล้ว กำหนดผมเป็นต้น ด้วยอำนาจสีและสัณฐานเป็นต้น ไม่ติดขัดในฐานะ
ทั้ง ๔ อย่าง ยังภาวนาให้ถึงจนถึงมันสมอง. แม้ภิกษุนี้ ก็ย่อมชื่อว่า เบื้องหน้า
ฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้นอยู่. พึงทราบความเป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ด้วย
อำนาจเทศนาดังที่ว่ามานี้. คำว่า เบื้องหลังฉันใด เบื้องหน้าก็ฉันนั้น
นี้เป็นคำที่ใช้แทนกันของนัยก่อนนั่นเอง.
คำว่า เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น นี้พึงทราบด้วย
อำนาจสรีระ. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ข้างบนแต่
ฝ่าเท้าขึ้นนา ข้างล่างแต่ปลายผมลงไป ดังนี้ ในกรณีนั้น ภิกษุใดยังภาวนา
ให้ถึงด้วยอำนาจอาการ ๓๒ ประการ ตั้งแต่ฝ่าเท้าในรูปจนถึงปลายผม หรือ