ฉันเดียวกันนั่นแล บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่
ฯลฯ คือบุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก ๑ บุคคลดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม ๑
บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม ไม่ตก ๑ บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม ทั้งตก ๑
บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติ-
วุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ แต่เขาไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี่ทุกขนิโรธ นีทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล
บุคคลดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม
แต่ไม่ตกนั้นฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่านีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้หาได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ไม่เลย แต่เขารู้ตาม
ความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคล
ดุจวลาหกตก แต่ไม่คำราม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกตกแต่ไม่คำรามนั้น
ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกไม่คำราม ไม่ตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ไม่ได้เรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งไม่รู้ตามความเป็นจริง
ว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ ที่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหก
ไม่คำราม ไม่ตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วลาหกไม่คำราม ไม่ตกนั้นฉันใด
เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น
บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม ทั้งตก เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ได้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ ทั้งรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้แล บุคคลดุจวลาหกทั้งคำราม