ปาปกมฺมํ วินิพฺพโย ได้แก่ ผู้ก่อบาปกรรม. บทว่า สํสปฺปติ ได้แก่
ดิ้นรน. บทว่า ชานํ ได้แก่ รู้อยู่.
บทว่า ยสฺส วิปฺปฏิสารชา ความว่า ความดำริเหล่าใดของบุคคล
ผู้ยากจนนั้นเกิดมาจากความเดือดร้อน. บทว่า โยนิมญฺตรํ ได้แก่ กำเนิด
สัตว์ดิรัจฉานกำเนิดหนึ่ง. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทยํ ความว่า ทำจิตให้
เลื่อมใสให้.
บทว่า กฏคฺคาโห ได้แก่ การได้ชัยชนะ คือการได้ที่ไม่ผิดพลาด
มีอยู่. บทว่า ฆรเมสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหา หรือ อยู่ครองเรือน. บทว่า
จาโค ปุญฺํ ปวฑฺฒติ ความว่า บุญที่เป็นไปในสงฆ์คือ จาคะย่อมเจริญ.
อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า จาคํ ปุญฺํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปติฏิตา ความว่า ศรัทธาของพระโสดาบัน ชื่อว่า
ศรัทธาที่ตั้งมั่น. บทว่า หิริมโน ได้แก่ จิตสัมปยุตด้วยหิริ. บทว่า
นิรามิสํ สุขํ ได้แก่ สุขที่อาศัยฌาน ๓ เกิดขึ้น.
บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน. บทว่า อารทฺธวิริโย
ได้แก่ มีความเพียรประคับประคองไว้เต็มที่. บทว่า ฌานานิ อุปสมฺปชฺช
ได้แก่ บรรลุฌาน ๔. บทว่า เอโกทิ นิปโก สโต ได้แก่ มีจิตเป็น
เอกัคคตา และประกอบด้วยกัมมัสสกตาญาณและสติ.
บทว่า เอตํ ตฺวา ยถาภูตํ ความว่า รู้จักเหตุนี้ คือเท่านี้ตาม
สภาพที่เป็นจริง. บทว่า สพฺพสํโยชนกฺขเย ได้แก่ ในนิพพาน. บทว่า
สพฺพโส ได้แก่ โดยอาการทั้งปวง. บทว่า อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือ.
ในบทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ มีคำอธิบายดังนี้ว่า เพราะไม่
ยึดถือโดยประการทั้งปวงในนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์
ทั้งปวง. มรรคจิตจึงหลุดพ้นโดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย. พระสังคีติกา-