Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 36 หน้าที่ 671

เล่ม มมร. 36 หน้า 671 ข้อ 316
จารย์เขียนบาลีเป็น เอวํ ตฺวา ยถาภูตํ สพฺพสํโยชนกฺขยํ ดังนี้ก็มี. บาลีนั้นมีความหมายว่า รู้นิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ ทั้งหมดนั่นตามเป็นจริง. แต่ว่าความหมายบาลีบทหน้ากับบทหลังไม่เชื่อมต่อ กันเลย. บทว่า ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส ความว่า พระขีณาสพนั้น คือ ผู้หลุดพ้นโดยชอบ. บทว่า าณํ เจ โหติ ได้แก่ มีปัจจเวกขณญาณ. บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้ดำรงมั่นอยู่ในนิพพานนั้น. บทว่า อกุปฺปา ความว่า (วิมุตติ) ชื่อว่า ไม่กำเริบ เพราะมีธรรมไม่กำเริบเป็นอารมณ์ และ เพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำให้กำเริบ. บทว่า วิมุตฺติ หมายถึง ทั้ง มรรควิมุตติ ทั้ง ผลวิมุตติ. บทว่า ภวสํโยชนกฺขเย ความว่า เพราะเกิดขึ้นในนิพพานกล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้น ไปแห่งกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ และเพราะเกิดขึ้นในที่สุดที่กิเลสเครื่อง ผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นไป. บทว่า เอตํ โข ปรมํ าณํ ความว่า มรรค- ญาณและผลญาณนั่น ชื่อว่า บรมญาณ (ญาณอันยอดเยี่ยม). บทว่า สุขมนุตฺตรํ ความว่า สุขเกิดแต่มรรคและผลนั้นแลชื่อว่า อนุตรสุข (สุขอันยอดเยี่ยม). บทว่า อานณฺยมุตฺตมํ ความว่า บรรดา คนที่ไม่มีหนี้ทั้งหมด พระขีณาสพผู้ไม่มีหนี้เป็นผู้สูงสุด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรวมยอดใจความสำคัญของเทศนา ด้วยอรหัตผลว่า อรหัตผล เป็นญาณไม่มีหนี้อันสูงสุด. และในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ก่อน แล้วจึงได้ตรัส ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในคาถาทั้งหลายแล. จบอรรถกถาอิณสูตรที่ ๓
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka