บทว่า สงฺกปฺปราโค ได้แก่ราคะที่บังเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง
ความดำริ. บทว่า กาโม ความว่า ราคะที่เกิดขึ้นแล้วนี้ ผู้ปฏิบัติเพื่อละ
กาม จำต้องละ. รูปเป็นต้น ชื่อว่า ถาม ด้วยอรรถว่า เป็นเหตุใคร่.
บทว่า จิตฺรานิ ได้แก่มีอารมณ์ที่วิจิตรงดงาม.
บทว่า ผสฺโส ได้แก่ผัสสะที่เกิดขึ้นพร้อมกัน. บทว่า กามยมาโน
ได้แก่ผู้ใคร่กาม. บทว่า ตชฺชํ ตชฺชํ ได้แก่อัตภาพที่เกิดขึ้น ๆ จากกาม
นั้น. บทว่า ปุญฺภาคิยํ ความว่า อัตภาพของผู้ที่ปรารถนากามอันเป็น
ทิพย์ แล้วเกิดในเทวโลก เพราะสุจริตธรรมบริบูรณ์ ชื่อว่า ปุญญภาคิยะ
(ที่เป็นฝ่ายกุศล) อัตภาพของผู้ที่เกิดในอบาย เพราะทุจริตธรรมบริบูรณ์
ชื่อว่า อปุญญภาคิยะ (ที่เป็นฝ่ายอกุศล).
บทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามานํ วิปาโก ความว่า
อัตภาพทั้งสองอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นวิบากของกาม เพราะ
เกิดขึ้นโดยอาศัยความปรารถนากาม. บทว่า โส อิมํ นิพฺเพธิกํ ความว่า
ภิกษุนั้นย่อมรู้จริยาอันประเสริฐนี้ ที่เป็นเครื่องเจาะไชฐาน (อายตนะ)
๓๖ อย่าง. บทว่า กามนิโรธํ ความว่า (กามนิโรธ) ที่ได้มาอย่างนี้เพราะ
กามทั้งหลายดับไป. ด้วยว่า ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกมรรค
กล่าวคือ พรหมจรรย์ นั่นแหละว่า เป็น ความดับกาม.
บทว่า สามิสา ความว่า สัมปยุตด้วยอามิสคือกิเลส. ในทุก ๆ
ฐานะ (วาระ) พึงทราบความโดยนัยนี้. อีกประการหนึ่งพึงทราบความในบท
ว่า โวหารปกฺกํ นี้ว่า ได้แก่ โวหารวิบาก อธิบายว่า โวหารกล่าวคือ
ถ้อยคำ ชื่อว่า วิบากของสัญญา. บทว่า นํ ในคำว่า ยถา นํ นี้ เป็น
เพียงนิบาตเท่านั้น. ดังนั้นจึงมีอธิบายว่า เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า บุคคลจำได้อย่างใด ๆ ย่อมพูดไปอย่างนั้น ๆ ด้วยคิดว่า เราจำได้