อย่างนี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า โวหารเวปักกะ. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่อวิชชา
ที่หนาแน่น ที่เป็นตัวไม่รู้ในฐานะทั้ง ๘. อาสวะทั้งหลาย ชื่อว่า
นิรยคามนิยา เพราะให้สัตว์ไปนรก อธิบายว่า เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในนรก.
แม้ไนบทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ.
บทว่า เจตนาทํ ตัดบทเป็น เจตนํ อหํ (เราตถาคต กล่าว-
เจตนาว่าเป็นกรรม). ในบทว่า เจตนาหํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาเจตนาที่มีการจัดแจง (สัมปยุตธรรม) ที่รวบรวมธรรมทุกอย่าง (กุศล-
ธรรม อกุศลธรรม) ไว้. บทว่า เจตยิตฺวา ได้แก่ เจตนาที่เป็นไปใน
ทวาร. บทว่า มนสา ได้แก่ จิตที่สัมปยุตด้วยเจตนา. บทว่า นิรยเวทนียํ
ได้แก่ อำนวยวิบากในนรก. แม้ในบททั้งหลายที่เหลือ ก็มีนัยนี้แหละ.
บทว่า อธิมตฺตํ ได้แก่ ทุกข์มีกำลัง. บทว่า ทนฺธวิราคํ
ความว่า ทุกข์หนัก คือทุกข์ที่คลายไปได้ไม่เร็ว ได้แก่ค่อย ๆ คลายไป.
บทว่า อฺรตฺตาฬี กนฺทติ ได้แก่ ค่อนอุระคร่ำครวญ. บทว่า ปริเยฏฺิ
ได้แก่ การแสวงหา. บทว่า เอกปทํ ทฺวิปทํ ได้แก่ รู้เพียงทางเดียว
หรือเพียงสองทาง อธิบายว่า ใครจะรู้ประมาณการ. บทว่า สมฺมหเวปกฺกํ
ได้แก่วิบากแห่งสัมโมหะ (ความงมงาย) อธิบายว่า ความลืมเลือน ชื่อว่า
เป็นผลไหลออกแห่งทุกข์. แม้ในบทที่สอง ก็มีนัยนี้แหละ เพราะว่า ถึงการ
แสวงหาก็เป็นผลไหลออกแห่งทุกข์นั้น. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ทั้งวัฏฏะ และวิวัฏฏะ.
จบอรรถกถานิพเพธิกสูตรที่ ๙