Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 190

เล่ม มมร. 37 หน้า 190 ข้อ 58
การพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัด. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย วิราคธรรมทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า วิราคานุปัสสี ผู้ตามเห็นความคลาย กำหนัด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงวิราคะนั้น จึงตรัสว่า วิราคานุปสฺสี อธิบายว่าบุคคลผู้พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด. แม้ใน นิโรธานุปสสีบุคคล ก็นัยนี้เหมือนกัน. เพราะแม้ นิโรธ ความดับ ก็มี ๒ เหมือนกัน คือ ขยนิโรธ ความดับเพราะ สิ้นไป อัจจันตนิโรธ ความดับ-ล่วงส่วน. ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี นี้ โวสสัคคะ ความสละ ท่านเรียกว่า ปฏินิสสัคคะ ความสละคืน. ความสละนั้น ก็มี ๒ อย่าง คือ ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละด้วย การบริจาค ปักขันทนโวสสัคคะ ความสละด้วยการแล่นไป. บรรดา ความสละทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละ ด้วยการละ. จริงอยู่ วิปัสสนานั้น ย่อมละได้ซึ่งกิเลสและขันธ์ ด้วยอำนาจ ตทังคปหาน. มรรค ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ ความ สละด้วยการแล่นไป ด้วยว่า มรรคนั้น ย่อมแล่นไปสู่พระนิพพาน โดยเป็นอารมณ์. อีกอย่างหนึ่งมรรคนั้น ชื่อว่า โวสสัคคะ เพราะ เหตุแม้ทั้ง ๒ คือ เพราะขันธ์และกิเลส ด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน และเพราะการแล่นไปในพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น วิปัสสนา จึงชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ สละด้วยการปริจาค เพราะวิปัสสนา ย่อมละกิเลสและขันธ์ และมรรคที่ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ ความสละด้วยการแล่นไป เพราะจิตย่อมแล่นไปในความดับสนิท คือนิพพานธาตุ ก็เพราะเหตุนี้ คำทั้งสองนี้จึงจัดเข้าได้ในมรรค บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิปัสสนาและมรรคทั้งสองนั้น ย่อมเป็นผู้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka