การพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัด. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย
วิราคธรรมทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า วิราคานุปัสสี ผู้ตามเห็นความคลาย
กำหนัด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงวิราคะนั้น จึงตรัสว่า
วิราคานุปสฺสี อธิบายว่าบุคคลผู้พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด.
แม้ใน นิโรธานุปสสีบุคคล ก็นัยนี้เหมือนกัน. เพราะแม้
นิโรธ ความดับ ก็มี ๒ เหมือนกัน คือ ขยนิโรธ ความดับเพราะ
สิ้นไป อัจจันตนิโรธ ความดับ-ล่วงส่วน. ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี
นี้ โวสสัคคะ ความสละ ท่านเรียกว่า ปฏินิสสัคคะ ความสละคืน.
ความสละนั้น ก็มี ๒ อย่าง คือ ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละด้วย
การบริจาค ปักขันทนโวสสัคคะ ความสละด้วยการแล่นไป. บรรดา
ความสละทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละ
ด้วยการละ. จริงอยู่ วิปัสสนานั้น ย่อมละได้ซึ่งกิเลสและขันธ์
ด้วยอำนาจ ตทังคปหาน. มรรค ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ ความ
สละด้วยการแล่นไป ด้วยว่า มรรคนั้น ย่อมแล่นไปสู่พระนิพพาน
โดยเป็นอารมณ์. อีกอย่างหนึ่งมรรคนั้น ชื่อว่า โวสสัคคะ เพราะ
เหตุแม้ทั้ง ๒ คือ เพราะขันธ์และกิเลส ด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน
และเพราะการแล่นไปในพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น วิปัสสนา
จึงชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ สละด้วยการปริจาค เพราะวิปัสสนา
ย่อมละกิเลสและขันธ์ และมรรคที่ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ
ความสละด้วยการแล่นไป เพราะจิตย่อมแล่นไปในความดับสนิท
คือนิพพานธาตุ ก็เพราะเหตุนี้ คำทั้งสองนี้จึงจัดเข้าได้ในมรรค
บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิปัสสนาและมรรคทั้งสองนั้น ย่อมเป็นผู้