ด้วยกำลังความเพียร นั่งอยู่ภายใต้พุ่มไผ่พุ่มหนึ่ง. บทว่า อถสฺสายํ
เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ความว่า มหาปุริสวิตกนี้เกิดขึ้น.
ในบทว่า อปฺปิจฺฉสฺส นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนื้ :- บุคคลผู้
มักน้อย ๔ จำพวก คือ มักน้อยในปัจจัย มักน้อยในอธิคม มักน้อย
ในปริยัติ มักน้อยในธุดงค์ ในบรรดาผู้มักน้อย ๔ จำพวกนั้น
ภิกษุผู้มักน้อยในปัจจัย เมื่อเขาให้มากย่อมรับแต่น้อย หรือเมื่อเขา
ให้น้อยย่อมรับให้น้อยลง ย่อมไม่รีดเอาจนไม่เหลือ. ผู้มักน้อย
ในอธิคม ย่อมไม่ให้ผู้อื่นรู้มรรคผลที่บรรลุของตน เหมือนพระ-
มัชฌันติกเถระฉะนั้น. ผู้มักน้อยในปริยัติ แม้เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก
ก็ไม่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นรู้ความเป็นพหูสูต เหมือนพระสาเกตก-
เถระ. ผู้มักน้อยในธุดงค์ ย่อมไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าตนรักษาธุดงค์ เหมือน
พระเถระผู้เป็นพี่ชายในพระเถระสองพี่น้อง. เรื่องกล่าวไว้แล้ว
ในวิสุทธิมรรค.
บทว่า อยํ ธมฺโม ความว่า ธรรมนี้คือโลกุตตรธรรม ๙
ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ชื่อว่ามีความมักน้อย เพราะปกปิดคุณที่ตนได้
อย่างนี้ และเพราะรู้จักประมาณในการรับ ไม่เกิดแก่บุคคลผู้
มักมาก. ในบททุกบท พึงประกอบความอย่างนี้. บทว่า สนฺตุฏฺสฺส
ได้แก่ ผู้สันโดษด้วยสันโดษ ๓ ในปัจจัย ๔.
บทว่า ปวิวิตฺตสฺส ได้แก่ ผู้สงัดด้วยกายวิเวก จิตวิเวก
และอุปธิวิเวก. ในวิเวก ๓ อย่างนั้น ความบันเทาความคลุกคลีด้วย
หมู่คณะแล้วเป็นผู้มีกายโดดเดี่ยว ด้วยอำนาจอารัมภวัตถุ เรื่อง
ปรารภความเพียร ชื่อว่ากายวิเวก. แต่กรรมฐานย่อมไม่สำเร็จ