Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 613

เล่ม มมร. 37 หน้า 613 ข้อ 166
เป็นเช่นกับพวกมิลักขะ ทั้งไม่ได้ทรงสรวมใส่กุณฑลแก้วมณี ประทับนั่งด้วยเพศแห่งพระพุทธเจ้านั่นแหละ. แต่ชนแม้เหล่านั้น ย่อมเห็นทรวดทรงว่าเหมือนตนไปทั้งนั้น บทว่า ยาทิสโก เตสํ สโร ความว่า ชนเหล่านั้น เป็นผู้มีเสียงห้วนก็มี เป็นผู้มีเสียงเหมือน เสียงแมวก็มี เป็นผู้มีเสียงเหมือนเสียงกาก็ดี (แต่) พระศาสดามี พระสุรเสียงดังเสียงพรหมอย่างเดียว. ก็คำนี้ตรัสหมายเอาภาษา อื่น. ก็แม้ถ้าพระศาสดาจะประทับนั่งตรัสอยู่บนราชอาสน์ใน ขัตติยบริษัทนั้นไซร้ กษัตริย์เหล่านั้น ก็จะมีความคิดว่า วันนี้ พระราชาตรัสด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ. เมื่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสแล้วเสด็จหลีกไปแล้ว กษัตริย์เหล่านั้นเห็นพระราชา เสด็จมาอีก จึงเกิดพิจารณาทบทวนขึ้นว่า ผู้นี้เป็นใครหนอ. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โข อยํ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้นแม้ พิจารณาทบทวนอยู่อย่างนี้ว่า พระราชาพระองค์นี้คือใครหนอ เมื่อตรัส ๆ โดยอาการอันนุ่มนวล ด้วยภาษามคธ ภาษาสีหฬในที่นี้ ในบัดนี้แหละก็หายตัวไปเสียแล้ว พระราชาพระองค์นี้ เป็นเทวดา หรือมนุษย์ดังนี้ ก็ไม่รู้จัก. ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ธรรมแก่ผู้ไม่รู้จักอย่างนี้ เพื่อประโยชน์อะไร ? แก้ว่า เพื่อต้องการ ให้เป็นวาสนา (อปรมบารมี). พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดย หวังผลอนาคตอย่างนี้ว่า ก็ธรรมที่เขาสดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็น ปัจจัยในอนาคตทีเดียว. พึงทราบกำเนิดแห่งคำมีอาทิว่า อเนกสตํ พฺราหฺมณปริสํ ดังนี้. ด้วยอำนาจสมาคมแห่งโสณทัณฑพราหมณ์ เป็นต้น และด้วยอำนาจจักรวาลอื่น. จบ อรรถกถาปริสสูตรที่ ๙
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka