Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 840

เล่ม มมร. 37 หน้า 840 ข้อ 239
ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยาน ในธรรมนั้น ๆ ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ๆ ถ้าเธอหวังว่า เราพึงกระทำ ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ ทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอ ย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้น ๆ ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ ๆ. จบ คาวีสูตรที่ ๔ อรรถกถาคาวีสูตรที่ ๔ คาวีสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า ปพฺพเตยฺยา ได้แก่ แม่โคมักเที่ยวไปบนภูเขา. บทว่า น สุปติฏฺิตํ ปติฏฺาเปตฺวา ได้แก่ ไม่ยันเท้าหน้าไว้ให้ดี. บทว่า ตํ นิมิตฺตํ ได้แก่นิมิต กล่าวคือปฐมฌานนั้น. บทว่า น สฺวาธิฏฺิตํ อธิฏฺาติ ได้แก่ ไม่ตั้งใจไว้ด้วยดี. บทว่า อนภิหิสมาโน ได้แก่ ให้สำเร็จ. บทว่า มุทุ จิตฺตํ โหติ กมฺมนิยํ ความว่า วิปัสสนาจิต อ่อนในขณะแห่งโลกกุตตรมรรค เป็นจิตทนต่อการงาน คือควรประกอบ การงานฉันใด จิตในจตุตถฌานมีอภิญญาเป็นบาทของภิกษุนั้น ย่อมเป็นจิตอ่อนควรแก่การงานฉันนั้น. บทว่า อปฺปมาโณ สมาธิ ความว่า สมาธิในพรหมวิหาร ๔ ก็ดี สมาธิในมรรคผลก็ดี ชื่อว่า สมาธิ หาประมาณมิได้ แต่ในสูตรนี้ หมายถึงอารมณ์อันหาประมาณ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka