อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในปีติ เราไม่เห็นและไม่ได้
ทำให้มาก อานิสงส์ในทุติยฌานอันไม่มีปีติ เราไม่ได้บรรลุและ
ไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป... ในเพราะ
ทุติยฌานอันไม่มีปีติ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้
มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในปีติแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในตติยฌาน อันไม่มีปีติแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็น
ฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา
เรานั้นเห็นโทษในปีติ... เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น
จึงแล่นไป... ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ... เรานั้นบรรลุตติย-
ฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา-
มนสิการอันสหรคตด้วยปีติ... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุ
จตุตถฌาน... ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น ย่อมไม่แล่นไป... ใน
จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นไม่มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็น
ปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ในเพราะจตุตถฌาน อัน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์
เรานั้นมีความคิดว่า โทษในอุเบกขาและสุข เราไม่เห็นและไม่ได้
ทำให้มาก อานิสงส์ในจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เราไม่ได้
บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป...
ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า
นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอุเบกขา