เราเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการนี้ โดย
อนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้
แล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก
พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
ก็แหละญาณทัสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า เจโตวิมุติของเราไม่กำเริบ
ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
จบ ตปุสฺสสูตรที่ ๑๐
จบ มหาวรรคที่ ๔
อรรถกถาตปุสสสูตรที่ ๑๐
ตปุสสสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มลฺลเกสุ ได้แก่ ในแคว้นของมัลลกษัตริย์. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงรู้ จักมีการสนทนากันระหว่างตปุสสคฤหบดี
กับพระอานนท์ ผู้ตั้งอยู่ในที่นี้ เราจักแสดงธรรมปริยายมากมีเรื่องนั้น
เป็นเหตุ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงอยู่ ณ ที่นี้
ดูก่อนเถิดดังนี้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินดี ตปุสสคฤหบดี
นั้นบริโภคอาหารเช้าแล้วคิดว่า เราจักไปเฝ้าพระทศพล ดังนี้
จึงออกไปเห็นพระเถระแต่ไกล จึงเข้าไปหาพระอานนท์.
บทว่า ปปาโต วิย ขายติ ยทิทํ เนกฺขมฺมํ ความว่า เนกขัมมะ
กล่าวคือ บรรพชานี้ปรากฏด้วยดีคือ ปรากฏชัดแก่เราเหมือน
เหวใหญ่. บทว่า เนกฺขมฺเม จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ความว่า จิตย่อมแล่น
ไปในบรรพชาด้วยทำให้เป็น คือจิตทำบรรพชานั้นให้เป็น