ลากเข็ญของหมักมากได้แม้ถูกเสียงฟ้าร้อง ๑๐๐ ครั้ง ก็ไม่สะดุ้งสะเทือน
ชื่อว่า นิสภะ โคนิสภะนั้น ท่านประสงค์เอาว่า โคอุสภะในสูตรนี้. ก็คำนี้
เป็นคำบรรยายของคำว่า อุสภะนั้น. บทว่า อุสภสฺส อิทํ ได้แก ่อาสภะ.
บทว่า านํ ได้แก่ ที่ที่โคอาสภะยืนเอาเท้าทั้ง ๔ เหยีบลงแผ่นดิน. ก็ที่นี้
เป็นเหมือนลาสภะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อาสภะ (ที่ยืนอย่างองอาจ)
เพราะเปรียบเหมืนโคอุสภะ ที่นับได้ว่า โคนิสภะ ประกอบด้วยกำลังของ
โคอุสภะ เอาเท้าทั้ง ๔ ยืนเหยียบ ณ ที่ยืนโดยไม่ไหวติง ฉันใด แม้
พระตถาคต ทรงประกอบด้วยกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ทรง
เหยียบแผ่นดินคือบริษัท ๘ อันศัตรูหมู่ปัจจามิตรไร ๆ ทำให้หวั่นไหว
ไม่ได้ ก็ทรงยืน ณ ที่อันมั่นคงฉันนั้น เมื่อทรงยืนอย่างนั้น ก็ทรงปฏิญาณ
เข้าถึง ไม่บอกคืนฐานะอันสูงสุดที่มีในพระองค์ ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
อาสภณฺานํ ปฏิชานาติ ปฏิญาณฐานะอันสูงสุดดังนี้.
บทว่า ปริสาสุ ได้แก่ในบริษัท ๘ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณ-
บริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชิกบริษัท ดาวดึงส์บริษัท
มารบริษัท และพรหมบริษัท. บทว่า สีหนาทํ นทติ แปลว่า บันลือ
การบันลืออันประเสริฐสุด บันลือการบันลือของบุคคลผู้ไม่มีความกลัว
หรือบันลือการบันลือ เสมือนการบันลือของราชสีห์. ในข้อนั้นมีอุปมาดังนี้
ราชสีห์ประกอบด้วยกำลังของราชสีห์ แกล้วกล้าในที่ทุกแห่ง ปราศจาก
ขนพอง ย่อมบันลือสีหนาทฉันใด แม้ราชสีห์คือพระตถาคต ทรง
ประกอบด้วยกำลังของพระตถาคต ทรงแกล้วกล้าในพิษทั้ง ๘ ปราศ-
จากขนพอง ทรงบันลือสีหนาท อันพรั่งพร้อมด้วยความงามแห่งเทศนา
นานาวิธี โดยนัยว่าดังนี้ สักกายะเป็นต้นก็ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น