จึงตรัสว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ บันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย
ดังนี้.
ก็ในคำว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ นี้ คำว่า พฺรหฺมํ แปลว่า ประเสริฐ
สุด สูงสุด วิเศษสุด. คำว่า จกฺกํ ได้แก่ธรรมจักร. ก็ธรรมจักรนี้นั้น
มี ๒ อย่าง คือ ปฏิเวธญาณ ๑ เทศนาญาณ ๑. ใน ๒ อย่างนั้น
ธรรมจักรที่พระปัญญาอบรมนำอริยผลมาให้พระองค์ ชื่อว่า ปฏิเวธญาณ
ธรรมจักรที่พระกรุณาอบรม นำอริยผลมาให้พระสาวกทั้งหลาย ชื่อว่า
เทศนาญาถเ. ในญาณทั้งสองนั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ คือ ที่กำลังเกิด ที่
เกิดแล้ว จริงอยู่ ปฏิเวธญาณนั้น ชื่อว่ากำลังเกิดตั้งแต่เสด็จออกทรง
ผนวชจนถึงพระอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในขณะแห่งผลจิต หรือว่า
ชื่อว่ากำลังเกิดตั้งแต่ภพดุสิตจนถึงพระอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่า
เกิดแล้วในขณะแห่งผลจิต หรือว่า ชื่อว่ากำลังเกิด จำเดิมแต่ตั้งความ
ปรารถนา ณ เบื้องพระบาทแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร จนถึง
ทรงบรรลุพระอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้ว ในขณะแห่งผลจิต. ฝ่ายเทศนา
ญาณก็มี ๒ คือ ที่กำลังเป็นไป ที่เป็นไปแล้ว. จริงอยู่ เทศนาญาณนั้น
ชื่อว่ากำลังเป็นไปจนถึงโสดาปัตติมรรคของพระอัญญาโกณฑัญญะ ชื่อว่า
เป็นไปแล้วในขณะแห่งผลจิต [โสดาปัตติผล] . ก็ในญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธ-
ญาณที่เกิดแล้วเป็นโลกุตระ เทศนาญาณที่เป็นไปแล้วเป็นโลกิยะ แม้ญาณ
ทั้ง ๒ นั้น ไม่ทั่วไปแก่สาวกอื่น ๆ เป็นญานที่เกิดอยู่ในพระองค์ของพระ-
พุทธะทั้งหลายเท่านั้น.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงโดยพิสดาร ถึงพระพละที่พระตถาคตทรง
ประกอบแล้ว ทรงปฏิญาณฐานะอันสูงสุด จึงตรัสว่า กตมานิ ทส อิธ
ภิกฺขเว ตถาคโต านญฺจ านโต เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า