Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 38 หน้าที่ 580

เล่ม มมร. 38 หน้า 580 ข้อ 224
บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เข้าไปหาภิกษุผู้ เป็นพหูสูตทั้งหลาย ผู้เป็นดุจท่าน้ำ เมื่อไม่เข้าไปหา ย่อมไม่ได้สอบถาม ย่อมไม่ได้ไต่ถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จะพึงบำเพ็ญพยัญชนะนี้ ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร ภาษิตนี้มีอรรถว่าอย่างไร ในที่นี้บาลีว่าอย่างไร ในที่นี้อธิบายอย่างไร ในที่นี้อรรถแสดงอะไร อธิบายว่า ย่อมไม่ทำให้ เขารู้. ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้น อันภิกษุนั้นมิได้ถามอย่างนี้ ย่อมไม่ เปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมไม่จำแนกแสดงธรรม ย่อมไม่ปรากฏให้ ข้อความที่ยังไม่ตื้นให้ตื้นขึ้น และย่อมไม่กระทำธรรมที่ปรากฏให้ ปรากฏ และย่อมไม่บรรเทาความสงสัยสักอย่างหนึ่ง ในบรรดาความ สงสัยซึ่งมีมากประการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมี มากอย่าง. จริงอยู่ ความสงสัยนั่นแหละ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความ สงสัย บรรดาความสงสัยเหล่านั้น แม้ข้อเดียวก็มิได้นำออกไป. ภิกษุนั้น ไม่เข้าไปหาท่าน้ำ คือภิกษุผู้พหูสูตอย่างนี้ ยังมีความสงสัย รับกรรมฐาน แล้ว ก็ไม่อาจให้เจริญได้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนี้ย่อมไม่รู้ท่าน้ำคือธรรม เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้จักท่าน้ำ เมื่อไม่รู้ย่อมถามปัญหาในที่มิใช่วิสัย เข้าไปภิกษุผู้ชำนาญอภิธรรม ก็ถามวินัยที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ เข้าไปหาพระวินัยธร ก็ถามถึงการกำหนดรูปและนาม. ภิกษุเหล่านั้น ก็ ตอบคำถามในที่มิใช่วิสัยไม่ได้. ภิกษุนั้น เป็นผู้มีความสงสัยอยู่ด้วยตน รับกรรมฐานแล้วก็ไม่อาจทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจาก พระธรรม. บทว่า น ปีตํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้น ภิกษุนั้น ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่ได้ ความปราโมทย์ที่อิงธรรม เหมือนนายโคบาลไม่รู้ว่าโคทั้งหลายดื่มน้ำแล้ว
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka