Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 39 หน้าที่ 121

เล่ม มมร. 39 หน้า 121 ข้อ 6
เข้าใจว่า" ปาพจน์ คือ ธรรมวินัย มีศาสดาล่วงไปแล้ว ได้สมัครพรรคพวก ก็จะพากันย่ำยีพระสัทธรรมให้อันตรธานไปไม่นานเลย ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้. ตราบใด ธรรมวินัยยังดำรงอยู่ ตราบนั้น ปาพจน์ คือ ธรรมวินัยก็หาชื่อว่า มีศาสดาล่วงไปแล้วไม่ สมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส๑ไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมเเละวินัยอันใด อันเราตถา- คตแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและ วินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเรา ล่วงลับไป ดังนี้. อย่ากระนั้นเลย จำเราจะช่วยกันสังคายนาธรรมและวินัย โดยวิธีที่พระศาสนา นี้จะพึงดำรงอยู่ยั่งยืนยาวนาน. อนึ่งเล่า เรากัสสปะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ด้วยสาธารณ- บริโภคในจีวร ตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะเธอจักครองผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้แล้ว ของเราไหวหรือ และทรงอนุเคราะห์ด้วยทรงสถาปนา เราไว้เสมอ ๆ กับพระองค์ในอุตตริมนุสสธรรม ธรรม อัน ยิ่งยวดของมนุษย์ ต่างโดยอนุปุพพวิหาร ๙ และ อภิญญา ๖ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เราตถาคตต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัด จากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงใด แม้กัสสปะก็ต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจาก อกุศลธรรมทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงนั้น. ดังนี้. ๑. ที. มหา. ๑๐/ข้อ ๑๔๑.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka