เข้าใจว่า" ปาพจน์ คือ ธรรมวินัย มีศาสดาล่วงไปแล้ว ได้สมัครพรรคพวก
ก็จะพากันย่ำยีพระสัทธรรมให้อันตรธานไปไม่นานเลย ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้.
ตราบใด ธรรมวินัยยังดำรงอยู่ ตราบนั้น ปาพจน์ คือ ธรรมวินัยก็หาชื่อว่า
มีศาสดาล่วงไปแล้วไม่ สมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส๑ไว้ว่า
ดูก่อนอานนท์ ธรรมเเละวินัยอันใด อันเราตถา-
คตแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและ
วินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเรา
ล่วงลับไป ดังนี้.
อย่ากระนั้นเลย จำเราจะช่วยกันสังคายนาธรรมและวินัย โดยวิธีที่พระศาสนา
นี้จะพึงดำรงอยู่ยั่งยืนยาวนาน.
อนึ่งเล่า เรากัสสปะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ด้วยสาธารณ-
บริโภคในจีวร ตรัสว่า
ดูก่อนกัสสปะเธอจักครองผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้แล้ว
ของเราไหวหรือ และทรงอนุเคราะห์ด้วยทรงสถาปนา
เราไว้เสมอ ๆ กับพระองค์ในอุตตริมนุสสธรรม ธรรม
อัน ยิ่งยวดของมนุษย์ ต่างโดยอนุปุพพวิหาร ๙ และ
อภิญญา ๖ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย เราตถาคตต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัด
จากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงใด
แม้กัสสปะก็ต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงนั้น.
ดังนี้.
๑. ที. มหา. ๑๐/ข้อ ๑๔๑.