อรณียะ เพราะอันบุคคลพึงเข้าถึง. อันผู้ฉลาดในประโยชน์ ชื่อว่าอัตถกุสละ
ท่านอธิบายว่า อันผู้เฉียบแหลมในประโยชน์. บทว่า ยํ เป็นปฐมาวิภัตติแสดง
ความไม่แน่นอน. บทว่า ตํ เป็นทุติยาวิภัตติแสดงความแน่นอน. หรือว่า
คำว่า ยํ ตํ แม้ทั้งสอง เป็นปฐมาวิภัตติ. คำว่า สนฺตํ ปทํ เป็นทุติยาวิภัตติ.
บรรดาคำทั้งสองนั้น ที่ชื่อว่า สันตะ เพราะเป็นลักษณะ. ที่มีชื่อว่าปทะ เพราะ
อันบุคคลพึงถึง คำนี้เป็นชื่อของพระนิพพาน. บทว่า อภิสเมจฺจ แปลว่า
บรรลุแล้ว. ผู้ใดย่อมอาจ เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สักกะผู้อาจ. ท่านอธิบาย
ว่า ผู้สามารถ ผู้อาจหาญ. บทว่า อุชุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความตรง.
ผู้ใดตรงด้วยดีเหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สุหุชู ผู้ตรงด้วยดี. ความว่าง่ายมีในผู้
นั้น เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สุวโจ ผู้ว่าง่าย. บทว่า อสฺส แปลว่าพึงมี
พึงเป็น. บทว่า มุทุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความอ่อนโยน. ผู้ใดไม่มีอติมานะ
เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า อนตินานี ไม่มีอติมานะ.
ส่วนการพรรณนาความในคาถาที่ ๑ ดังนี้.
จะวินิจฉัยในคำว่า กรณียมตฺถกุสเลน ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิ-
สเมจฺจ นี้ก่อน. กรณียะ ก็มี อกรณียะ ก็มี. ในสองอย่างนั้น โดย
สังเขป สิกขา ๓ ชื่อว่า กรณียะ. ศีลวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ
ดังกล่าวมาอย่างนี้เป็นต้น ชื่อว่า อกรณียะ. อนึ่ง อัตถโกศลก็มี อนัตถ-
โกศลก็มี. ใน ๒ อย่างนั้น ผู้ใดบวชในพระศาสนานี้ไม่ประกอบตนไว้โดยชอบ
เป็นผู้มีศีลขาด อาศัยอเนสนาการแสวงหาที่ไม่สมควร ๒๑ อย่างเลี้ยงชีวิต คือ
๑ ให้ไม้ไผ่ ๒ ให้ใบไม้ ๓ ให้ดอกไม้ ๔ ให้ผลไม้ ๕ ให้ไม่ชำระฟัน ๖
ให้น้ำล้างหน้า ๗ ให้น้ำอาบ ๘ ให้ผงทาตัว ๙ ให้ดินถูตัว ๑๐ ประจบ ๑๑
พูดจริงปนเท็จ ๑๒ เลี้ยงลูกให้เขา ๑๓ รับใช้คฤหัสถ์ ๑๔ ทำตัวเป็นหมอ