เจ้ากล่าวไว้ข้างต้นบทคาถานี้นั้นแล้ว ย่อมเป็นไปโดยอธิการว่า กรณียํ คือ ตํ
สนฺตํ ปทํ อภิสเมจิจ. แต่เพราะเหตุที่ความนี้ มีปาฐะที่ต้องเติมคำที่
เหลือ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า วิหริตุกาเมน.
อีกอย่างหนึ่ง ในคำนี้พึงทราบอธิบายอย่างนี้ว่า คำว่า สนฺตํ ปทํ
อภิสเมจฺจ ย่อมเป็นไปโดยอธิการว่า กิจนั้นได้ อันผู้ประสงค์จะรู้บทคือ
พระนิพพานว่า สันตะ สงบ ด้วยโลกิยปัญญา โดยได้ฟังกันมาเป็นต้น
จะบรรลุบทคือนิพพานนั้นพึงทำ. อีกนัยหนึ่งครั้นเมื่อตรัสว่า กรณียมตฺถกุส-
เลน เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันคิดว่าอะไร จึงตรัสว่า ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ
อภิสเมจฺจ. นัยนั้นพึงทราบอธิบายอย่าง นี้ กิจใดอันบุคคลรู้บทอันสงบด้วย
โลกิยปัญญาแล้ว พึงทำพึงประกอบกิจนั้นก็ควรทำ ท่านอธิบายว่ากิจนั้นควร
แก่การทำทั้งนั้น.
ถามว่า กิจนั้นคืออะไร. ตอบว่า กิจอะไรอื่นพึงมีอยู่นอกจากอุบาย
บรรลุนิพพานบทนั้น. กิจนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วด้วยบทต้นอันแสดงสิกขา ๓
เพราะอรรถว่าควรแก่การทำ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้นในการพรรณนาความแห่ง
คำนั้น ข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า กรณียะ ก็มี อกรณียะ ก็มี. ในสอง
อย่างนั้น โดยสังเขป สิกขา ๓ ชื่อว่า กรณียะ. แต่เพราะทรงแสดงไว้สังเขป
เกินไป บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกก็ไม่รู้. แต่นั้นเมื่อตรัสกิจโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งที่ภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำให้พิสดาร เพื่อให้พวกภิกษุที่ไม่รู้ได้รู้จึงตรัสกึ่ง
คาถานี้ก่อนว่า สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี.
ท่านอธิบายไว้ว่าอย่างไร. ท่านอธิบายว่า ภิกษุผู้อยู่ป่า ประสงค์จะ
บรรลุสันตบทอยู่ หรือบรรลุสันตบทนั้น ด้วยโลกิยปัญญาแล้ว ปฏิบัติเพื่อบรรลุ
สันตบทนั้น ไม่อาลัยในกายและชีวิต ด้วยประกอบด้วยปธานิยังคะข้อ ๒ และ