อารมณ์อันเป็นประเภทแห่งทุกะหมวดสองแห่งสัตว์และติกะหมวดสามแห่งสัตว์
มีตสถาวรทุกะเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่อารมณ์ใด ของผู้ใดเป็น
อารมณ์ที่ปรากฏชัดแล้ว จิตของผู้นั้น ย่อมตั้งอยู่เป็นสุขในอารมณ์นั้น ฉะนั้น
อารมณ์ใดของภิกษุรูปใดในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ปรากฏชัดแล้ว พระผู้มีพระภาค
เจ้ามีพระพุทธประสงค์จะให้จิตของภิกษุรูปนั้น ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น จึงตรัสสอง
คาถาว่า เยเกจิ เป็นต้น อันแสดงความต่างแห่งอารมณ์เป็นทุกะและติกะ
มีตสถาวรทุกะ เป็นต้น.
ความจริง ในสองคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทุกะ หมวด
สองแห่งสัตว์ ๔ ทุกะ คือ ตสถาวรทุกะ หมวดสองแห่งสัตว์ ผู้สะดุ้งและ
ผู้มั่นคง. (ไม่สะดุ้ง) ทิฏฐาทิฏฐทุกะ หมวดสองแห่งสัตว์ ผู้ที่ตนเห็นแล้ว
และผู้ที่ตนยังไม่เห็น ทูรสันติกทุกะ หมวดสองแห่งสัตว์ ผู้ที่อยู่ไกลและ
ผู้ที่อยู่ใกล้ ภูตสัมภเวสีทุกะ หมวดสองแห่งสัตว์ ผู้ที่เกิดแล้วและผู้ที่แสวง
หาที่เกิด. และทรงแสดงติกะ หมวดสามแห่งสัตว์ ๓ ติกะ. คือ ทีฆรัสสมัช-
ฌิมติกะ หมวดสามแห่งสัตว์ ผู้มีอัตภาพยาวต่ำและปานกลาง มหันตาณุก-
มัชฌิมติกะ หมวดสามแห่งสัตว์ ผู้มีอัตภาพใหญ่เล็กและปานกลาง ถูลา-
ณุกมัชณมติกะ หมวดสามแห่งสัตว์ ผู้มีอัตภาพอ้วน ผอมและปานกลาง
โดยมัชฌิมบทเป็นที่เกิดประโยชน์ใน ๓ ติกะ และอณุกถูลบทเป็นที่เกิด
ประโยชน์ใน ๒ ติกะ ด้วยบท ๖ บท มีทีฆบทเป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า เยเกจิ เป็นคำแสดงว่าไม่มีส่วนเหลือเลย. หมู่สัตว์ที่เกิดแล้วคือ
ปาณะ ชื่อว่า ปาณภูตะ. อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายย่อมหายใจ เหตุนั้น
จึงชื่อว่า ปาณะ. ทรงถือเอาปัญจโวการสัตว์ ที่เนื่องด้วยอัสสาสปัสสาสะ
ลมหายใจเข้าออก ด้วยบทนี้. สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิด เหตุนั้น จึงชื่อว่า
ภูต. ทรงถือเอาเอกโวการ. สัตว์และจตุโวการสัตว์ด้วยบทนี้. บทว่า อตฺถิ
แปลว่า มี มีพร้อม.