Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 40 หน้าที่ 226

เล่ม มมร. 40 หน้า 226 ข้อ 12
เลย อุ้มเด็กลงมา. แม้พระราชเทวีก็ลงแล้ว. ครั้งนั้น พระดาบส นำนางไปสู่อาศรมนท ไม่กระทำศีลเภทเลย บำรุงแล้ว ด้วยความ อนุเคราะห์, นำน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวมา นำข้าวสาลีอันเกิดเองมา ได้ต้มเป็น ยาคูให้แล้ว. เมื่อพระดาบสนั้น กำลังบำรุงอย่างนั้น, ในกาลอื่น พระ- นางจึงคิดว่า " เราไม่รู้จักทางมาทางไปเลย, แม้เหตุสักว่าความคุ้นเคย ของเรากับพระดาบสแม้นี้ ก็ไม่มี; ก็ถ้าว่าพระดาบสนี้จักทอดทิ้งเราไป ไหนเสีย, เราแม้ทั้งสองคน ก็จักถึงความตายในที่นี้นั่นเอง, ควรเราทำ อุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำลายศีลของพระดาบสรูปนี้เสีย ทำโดยอาการ ที่ดาบสรูปนี้จะไม่ปล่อยปละเราไปได้. ทีนั้น พระราชเทวี จึงประเล้า ประโลมพระดาบสด้วยการแสดงผ้านุ่งผ้าห่มหลุดลุ่ย ให้ถึงความพินาศ แห่งศีลแล้ว. ตั้งแต่วันนั้นชนทั้งสองก็อยู่สมัครสังวาสกันแล้ว. กุมารอุเทนยักทัพช้าง ต่อมาในกาลวันหนึ่ง พระดาบส ตรวจดูความประกอบแห่งดาว นักษัตร เห็นความ๑เห็นหมองแห่งดาววันกษัตรของพระเจ้าปรันตปะ จึง ตรัสว่า " นางผู้เจริญ พระเจ้าปรันตปะในกรุงโกสัมพีสวรรคตแล้ว." พระราชเทวี. เหตุไร พระผู้เป็นเจ้า จึงตรัสอย่างนี้ ? ท่านมี ความอาฆาตกับพระเจ้าปรันตปะนั้นหรือ ? ดาบส. ไม่มี นางผู้เจริญ เราเห็นความเศร้าหมองของดาวนักษัตร ของพระเจ้าปรันตปะ จึงพูดอย่างนี้. พระราชเทวีทรงกันแสงแล้ว. ๑. นกฺขตฺตปิฬนํ ความบีบคั้นแห่งนักษัตร.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka