Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 42 หน้าที่ 219

เล่ม มมร. 42 หน้า 219 ข้อ 22
นั้นแตกจากเราแล้ว " รีบไป เห็นหญิงนั้นฟังธรรมอยู่ในสำนักพระศาสดา จึงทูลพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า หญิงคนนี้เขลา ไม่เข้าใจธรรมกถาอัน ละเอียด. อย่าตรัสธรรมกถาอันละเอียดซึ่งประดับด้วยสภาวธรรมมีขันธ์ เป็นต้น ตรัสแต่เพียงทานกถาหรือสีลกถาแก่เขาก็พอ." สักการะย่อมฆ่าคนถ่อย พระศาสดา ทรงทราบอัธยาสัยของเธอแล้ว ตรัสว่า " เธอเป็น คนปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้า ห้ามปรามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. เธอพยายามเพื่อฆ่าตนเอง " แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๘. โย สาสนํ อรหตํ อริยานํ ธมฺมชีวินํ ปฏิกฺโกสิ ทุมฺเมโธ ทิฏฺึ นิสฺสาย ปาปิกํ ผลานิ กณฺฏกสฺเสว อตฺตฆญฺาย ผลฺลติ. " บุคคลใดปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้า คัด ค้านคำสั่งสอนของพระอริยบุคคล ผู้อรหันต์ มีปกติ เป็นอยู่โดยธรรม, บุคคลนั้นย่อมเกิดมาเพื่อฆ่าตน เหมือนขุยแห่งไม้ไผ่. " แก้อรรถ ความแห่งพระคาถานั้นว่า :- บุคคลใดปัญญาโฉด อาศัยทิฏฐิอันชั่วช้า ห้ามปรามพวกคนผู้ กล่าวอยู่ว่า ' จักฟังธรรมก็ดี.' ว่า ' จักถวายทานก็ดี.' เพราะกลัวแต่ เสื่อมสักการะของตน ชื่อว่าโต้แย้งคำสั่งสอนของพระอริยบุคคลผู้อรหันต์ มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม คือพระพุทธเจ้า. การโต้แย้งและทิฏฐิอันเลวทราม นั้นของบุคคลนั้น ย่อมเป็นเหมือนขุยของไม้มีหนาม กล่าวคือไม้ไผ่,
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka