Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 42 หน้าที่ 465

เล่ม มมร. 42 หน้า 465 ข้อ 27
อจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ ปญฺาสีลสมาหิ เนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว โก ตํ นินฺทิตุมรหติ เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต. " อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่น เป็นของ เก่า, นั่นมิใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้, ชนทั้งหลาย ย่อมนินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง.๑ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มี ในโลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือว่าอันเขา สรรเสริญโดยส่วนเดียวไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่ มีอยู่ในบัดนี้; หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆ วัน สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤติไม่ขาดสาย มี ปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล, ใครเล่าย่อมควร เพื่อติเตียนผู้นั้นผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท๒, แม้เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ก็สรรเสริญเขา ถึงพรหมก็สรร- เสริญแล้ว. " แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปราณเมตํ คือการนินทาและสรรเสริญ นั่นเอง เป็นของเก่า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกอุบาสกนั้นว่า " อตุละ. " บาทพระคาถาว่า เนตํ อชฺชตนามิว ความว่า การนินทาหรือ สรรเสริญนี้ เป็นเหมือนมีในวันนี้ คือเกิดขึ้นเมื่อตะกี้ หามิได้. อธิบายว่า ๑. ตามพยัญชนะว่า ผู้พูดพอนับได้. ๒. ทองพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากแม่น้ำชมพู.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka