Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 43 หน้าที่ 277

เล่ม มมร. 43 หน้า 277 ข้อ 34
กันในขณะนั้น เพื่อจะทรงแสดงธรรมให้สมควรแก่ขณะนั้น จึงตรัส กปิลสูตรในสุตตนิบาต๑ว่า " นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้กล่าวการประพฤติ ธรรม ๑ การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ นั่น ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด" ดังนี้ เป็นต้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:- ๑. มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน ตณฺห วฑฺฒติ มาลุวา วิย โส ปลวตี หุราหุรํ ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร. ยํ เอสา สหตี ชมฺมี ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ อภิวฑฺฒํว พีรณํ. โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ อุทพินฺทุว โปกฺขรา. ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา ตณฺหาย มูลํ ขณถ อุสีรตฺโถว พีรณํ. มา โว นฬํ ว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ. " ตัณหา ดุจเถาย่านทราย ย่อมเจริญแก่คนผู้มี ปกติประพฤติประมาท. เขาย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อย ใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น. ตัณหานี้เป็นธรรมชาติลามก มักแผ่ซ่านไปในอารมณ์ ต่าง ๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศก ทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น, ดุจหญ้าคมบางอัน ๑. ขุ. สุ. ๒๕/ ข้อ ๓๒๑. ธรรมจริยสูตร.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka