สอนของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ
เราจึงยินดี คือยินดียิ่งอยู่ที่โคนไม้.
พระเถระระบุถึงความยินดีในวิเวกของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อ
จะสรรเสริญกายคตาสติกรรมฐานที่เจริญแล้วบรรลุพระอรหัต จึงกล่าว
คาถาว่า พุทฺโธ เจ เม ดังนี้.
ความแห่งคาถานั้นว่า ข้าพระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าอัน
เราอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพรอย่างหนึ่งกะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงปฏิเสธว่า ดูก่อนภิกษุ ตถาคตทั้งหลายล่วง
พ้นพรเสียแล้วแล แล้วพึงให้พรแก่เราตามที่ทูลขอ และพรนั้นเราได้เต็ม
ตามความประสงค์ของเรา คือพึงทำความปรารถนาแห่งใจของเราให้ถึง
ที่สุด พระเถระกล่าวด้วยความปริกัปด้วยประการดังกล่าวมานี้. พระเถระ
เมื่อจะแสดงว่า เรารับพรเพราะทำการขอพรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอสัตวโลกทั้งมวลควรเจริญกายคตาสติกรรมฐานทุกกาลเวลา และว่า
สัตวโลกทั้งมวลควรเจริญกายคตาสติเป็นนิตย์ จึงกล่าวว่า เราถือเอา
กายคตาสติอันโลกทั้งปวงพึงเจริญเป็นนิตย์. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะ
สรรเสริญการพิจารณาโดยมุข คือการติเตียนโดยไม่พิจารณา จึงได้กล่าว
คาถา ๔ คาถา๑นี้ว่า
ชนเหล่าใดถือรูปร่างเราเป็นประมาณ และถือเสียง
เราเป็นประมาณ ชนเหล่านั้นตกอยู่ในอำนาจฉันทราคะ
ย่อมไม่รู้จักเรา, คนพาลถูกกิเลสกั้นไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้
ภายในทั้งไม่เห็นภายนอก ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา.
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๒.