การไม่รู้สภาวะแห่งสรีระ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิดังนี้ว่า
ปุพฺพโลหิตสมฺปุณฺณํ เต็มด้วยหนองและเลือด.
คำแห่งคาถาทั้งสองนั้นมีความว่า ชื่อว่าสรีระนี้บริบูรณ์ คือเต็ม
ด้วยหนองและเลือด และซากศพอย่างอื่นเป็นอันมากมีดีและเสมหะเป็นต้น
สรีระนี้นั้นอันช่างผู้ฉลาด คือศิลปาจารย์ผู้ฉลาดในหมู่ชนการทำไว้เกลี้ยง
เกลา วิจิตรงดงามด้วยประพรมด้วยน้ำครั่งเป็นต้น แต่ภายในเต็มด้วย
ของไม่สะอาดมีคูถเป็นต้น เป็นดุจสมุกน่ารื่นรมย์ใจแต่เพียงผิว เป็นที่
ลุ่มหลงแห่งพาลชน ชื่อว่าเผ็ดร้อน เพราะมีทุกข์เป็นสภาวะ และเพราะ
ความเร่าร้อนด้วยทุกข์มีนรกเป็นต้น ชื่อว่ามีรสหวานชื่นใจ เพราะเป็น
ของอร่อยด้วยเหตุสักว่าความชอบใจ อันไม่มีมูลเหตุอันเกิดจากความดำริ
ชื่อว่าเกี่ยวพันด้วยความรัก เพราะผูกพันด้วยภาวะที่น่ารักนั้นนั่นแหละ
ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะทนได้ยาก และเพราะมีความชื่นใจน้อย, ชาวโลก
ผู้ไม่รู้จักทุกข์อันใหญ่หลวงที่ตนได้เสวยอยู่ เพราะความโลภด้วยอำนาจ
ความพอใจในสรีระเช่นนี้ เป็นผู้ติดในรสอร่อย พึงเห็นเสมือนคนเลียคม
มีดโกนฉะนั้น.
บัดนี้พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่านี้เป็นอารมณ์
ของจักษุเป็นต้นที่กล่าวแล้วนั้น โดยพิเศษ เนื่องในหญิงที่บุรุษจะพึงใคร่
เพราะเหตุนั้น พึงทำการสำรวมในรูปเป็นต้นนั้น จึงกล่าวคำอาทิว่า
อิตฺถิรูเป ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถิรูเป ได้แก่ ในวรรณรูปกล่าว
คือรูปายตนะอันเกิดจากสมุฏฐาน ๔ ของหญิง. อีกอย่างหนึ่ง วรรณะ
อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งเครื่องประดับที่ประดับแล้ว หรือแห่งกลิ่นและสี