พระโลกนาถพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้เป็นฤษีพระองค์
ที่ ๗ ได้ประคองพระธาตุเหล่านั้นด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้ว
ตรัสว่า เพราะสังขารเป็นสภาพไม่เที่ยง โคตมีผู้เป็น
ใหญ่กว่าหมู่ภิกษุณียังต้องนิพพาน เหมือนลำต้นของ
ต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่นยืนต้นอยู่ ถึงจะใหญ่โตก็ต้องผุพัง
ไปฉะนั้น ดูเอาเถิดอานนท์ พระพุทธมารดาแม้
นิพพานแล้วเหลือแต่เพียงสรีระ ก็ไม่มีความเศร้าโศก
ปริเทวนาการ.
ท่านพระอานนท์ทูลว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ
พระมารดาของข้าพระองค์ แม้นิพพานแล้วเหลือแต่
เพียงสรีระ ก็ไม่มีความโศกปริเทวนาการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โคตมี ข้ามสาครคือ
สงสารไปแล้ว ละเว้นเหตุอันทำให้เดือดร้อนได้แล้ว
เป็นผู้เยือกเย็นดับสนิทดีแล้ว อันผู้อื่นไม่ควรเศร้าโศก
ถึง โคตมีเป็นบัณฑิต มีปัญญามากและมีปัญญากว้าง
ขวาง ทั้งเป็นผู้รู้ราตรีนานกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทรงจำไว้อย่างนี้เถิด โคตมี
เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ทิพโสตธาตุ และมีความชำนาญ
ในเจโตปริยญาณ รู้ทั่วถึงปุพเพนิวาสญาณ ชำระ
ทิพยจักษุให้หมดจด สิ้นอาสวะหมดแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ไม่มี ญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ
บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะเศร้าโศกถึงโคตมี
นั้น คติของไฟที่ลุกโพลง ถูกแผ่นเหล็กทับแล้วดับไป
โดยลำดับ ใคร ๆ ก็รู้ไม้ได้ฉันใด คติของท่านที่หลุด
พ้นจากกิเลสโดยชอบแล้ว ข้ามพ้นโอฆะคือพันธะทาง