Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 276

เล่ม มมร. 54 หน้า 276 ข้อ 459
ด้วยดีแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของ แปรปรวน และโดยความเป็นของไม่ใช่ตน. พระอุตตราเถรีกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรี นั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใน ปฐมยามแห่งราตรี ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติก่อนได้ ใน มัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ใน ปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ทำลายกองแห่งความมืด [อวิช- ชา] ได้ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ จึงลุกจากอาสนะ ในภายหลัง ข้าพเจ้าทำตามคำพร่ำสอนของแม่ท่าน แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ ห้อมล้อม แม่ท่านอยู่ ดุจทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พากันห้อมล้อม ท้าวสักกะผู้ชนะสงครามฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ อุปฏฺเปตฺวาน ได้แก่ เข้าไป ตั้งจิต ประกอบด้วยภาวนาไว้ในกัมมัฏฐาน อย่างไร คือให้จิตมีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นด้วยดี. บทว่า เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ปจิจเวกิขถ ได้แก่ ท่านทั้งหลาย จงพิจารณาการปฏิบัติ อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นแจ้งลักษณะสามในสังขาร ว่าเป็นของไม่เที่ยงบ้าง ว่าเป็นทุกข์บ้าง ว่าเป็นอนัตตาบ้าง ก็คำนี้พระเถรีกล่าว คล้อยตามโอวาทของภิกษุณีเหล่าอื่น และพระเถรีเป็นต้นของตนในเวลาโอวาท. บทว่า ปฏาจารานุสาสนึ ได้แก่ คำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรี. อีกอย่าง หนึ่งบาลีว่า ปฏาจาราย สาสนํ ดังนี้ก็มี ได้แก่คำสั่งสอนของพระปฏาจาราเถรี. บทว่า อถ วุฏฺาสึ ความว่า เพราะข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ จึงลุก จากอาสนะภายหลัง วันหนึ่งพระเถรีแม้รูปนี้ ชำระกัมมัฏฐานในสำนักของ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka