๓. อรรถกถาอุปจาลาเถรีคาถา
คาถาว่า สตีมตี ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระอุปจาลาเถรี.
เรื่องของนางอุปจาลาเถรีนั้น ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องพระจาลาเถรี
ก็พระอุปจาลาเถรีแม้นี้ บวชแล้วเหมือนพระจาลาเถรี เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุ
พระอรหัต เมื่อเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์
อันอบรมแล้ว รู้แจ้งตลอดสันตบท อันอุดมบุรุษ
เสพแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตีมตี ความว่า ถึงพร้อมด้วยสติ
คือเป็นผู้ประกอบด้วยสติ รักษาตนไว้ได้เป็นอย่างยิ่ง อันเป็นส่วนเบื้องต้น
ประกอบด้วยสติสูงสุด โดยถึงความไพบูลย์แห่งสติ เพราะเจริญอริยมรรคใน
ภายหลัง.
บทว่า จกฺขมตี ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญาจักษุ คือประกอบอุทยัตถ-
คามินีปัญญา อันชำเเรกกิเลสออกไปอย่างประเสริฐ ท่านอธิบายว่า ประกอบ
ด้วยปัญญาจักษุเป็นอย่างยิ่ง โดยถึงความไพบูลย์แห่งปัญญา. บาทคาถาว่า
อกาปุริสเสวิตํ ได้แก่ บุรุษผู้ไม่ต่ำ คืออุดมบุรุษ ได้แก่พระอริยะมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้นเสพแล้ว.
มารประสงค์จะชักนำพระเถรีเข้าไปในกามทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า
กึ นุ ชาตึ น โรเจสิ ดังนี้. ความจริงพระเถรีถูกมารถามว่า แม่ภิกษุณี
แม่นางไม่ชอบใจอะไร ? จึงตอบว่า ท่านเอย เราไม่ชอบใจชาติความเกิดจริง ๆ
ลำดับนั้น มารเมื่อแสดงว่าสัตว์ที่เกิดแล้วบริโภคกาม เพราะฉะนั้น จึงปรารถนา
ชาติบ้าง บริโภคกามบ้าง ได้กล่าวคาถาว่า