Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 299

เล่ม มมร. 54 หน้า 299 ข้อ 463
ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้า ก็ถึง ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมเกษมปลอดโปร่ง จากโยคะกิเลส. ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ- คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็ สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม. ครั้งนั้น พระเถรีครั้นทำถ้อยคำของตนให้เป็นประดุจขอช้าง [สับ บุตรของตน] แล้ว มีจิตอันการบรรลุพระอรหัตของบุตรให้ยินดีแล้ว ก็กล่าว ซ้ำคาถาที่บุตรนั้นกล่าวแล้วด้วยตนเอง คาถาแม้เหล่านั้นจึงกลายเป็นเถรีคาถา ด้วยประการอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ไพบูลย์คือใหญ่ บทว่า ปโตทํ ได้แก่ปฏักคือโอวาท. บทว่า สมวสฺสริ ประกอบความว่า ให้เป็น ไปโดยชอบแล้วหนอ ถ้าจะถามว่าปฏักนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น พระเถระ จึงกล่าวว่าคือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์. พระเถระกล่าวหมายถึงว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น. บทว่า ยถาปิ อนุกมฺปิกา ความว่า โยม มารดาของลูก ประกาศปฏัก คือท่อนไม้คอยไล่ต้อนอันโอฬาร กล่าวคือ คาถาชี้แจงถึงความเป็นไปและถอยกลับ ซึ่งปลุกใจด้วยกำลังญาณแก่ลูก เหมือน คาถาที่อนุเคราะห์แม้อย่างอื่น ฉะนั้น. บทว่า ธมฺมสํเวคมาปาทึ ได้แก่ ถึงความกลัว ความสลดใจ อย่าง ยิ่งใหญ่ เพราะนำมาซึ่งภัยด้วยญาณ. บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่มีจิตมุ่งมั่นพระนิพพาน ด้วยการ ประกอบสัมมัปปธาน ๔. อย่าง. บทว่า อผุสึ สนฺตึมุตฺตมํ ความว่า สัมผัส คือบรรลุสันติอันยอดเยี่ยม คือพระนิพพาน. จบ อรรถกถาวัฑฒมาตุเถรีคาถา จบ อรรถกถานวกนิบาต
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka