Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 304

เล่ม มมร. 54 หน้า 304 ข้อ 464
มฤตยู ย่อมพานรชน ผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์ เลี้ยง มีใจฟุ้งซ่านไป เหมือนกระแสน้ำหลากขนาด ใหญ่ พัดพาชาวบ้านที่มัวหลับใหลไปฉะนั้น. จบคาถา นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ตามอาการที่ยืนอยู่ ทูลขอ บรรพชากะพระศาสดา พระศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาในสำนักของภิกษุณี นางถวายบังคมพระศาสดา ทำประทักษิณเวียนขวา ๓ รอบ แล้วไปสำนัก ภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทแล้ว ไม่นานนัก ทำโยนิโสมนสิการเจริญวิปัสสนา ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาประกอบด้วยโอภาสแก่นางดังนี้ว่า ผู้เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่วันเดียว ยังประเสริฐ ว่าผู้ไม่เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี. จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต ในการใช้สอยบริขาร ก็อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง ครองแต่จีวรที่ประกอบด้วยความปอน ๓ อย่าง. ครั้งนั้น พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กำลังทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้ง หลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับก็ทรงสถาปนาพระเถรีไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน. พระเถรีนั้นพิจารณาการ ปฏิบัติของตน คิดว่า เราอาศัยพระศาสดาจึงให้คุณวิเศษนี้ ได้กล่าวคาถา เหล่านั้นโดยมุข คือการสรรเสริญกัลยาณมิตรว่า เฉพาะโลก พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี กัลยาณมิตร คนเมื่อคบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลก็พึง เป็นบัณฑิตได้บ้าง. ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี คนคบสัตบุรุษ ปัญญา ย่อมเจริญได้เหมือนกัน คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก ทุกข์ได้ทุกอย่าง.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka