สุตะมีสุตตะเคยยะเป็นต้น ของสมณะเหล่านั้น มากหรือว่าสมณะเหล่า
นั้น เกิดแล้วด้วยสุตะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อพหูสูต อธิบายว่า ประกอบ
พร้อมด้วยพาหุสัจจะทางปริยัติ และพาหุสัจจะทางปฏิเวธ สมณะเหล่านั้น
ย่อมทรงธรรมแม้ทั้งสองนั้นไว้ได้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธมฺมธรา ผู้ทรงธรรม
สมณะเหล่านั้น ย่อมดำเนินไปด้วยสิกขาบทที่เป็นอาจาระและสมาจารแก่สัตว์
ทั้งหลาย เหตุนั้น จึงชื่อว่าอริยะ. สมณะเหล่านั้น ย่อมเป็นอยู่โดยธรรม คือ
ชอบธรรม เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธมฺมชีวี. บทว่า อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ
ได้แก่ กล่าวประกาศอรรถแห่งภาษิต และเทศนาธรรม ก็หรือว่าย่อมแสดง
ย่อมสอนธรรมที่ไม่ไปปราศจากอรรถ และอรรถที่ไม่ไปปราศจากธรรม.
บทว่า เอกคฺคจิตฺตา ได้แก่มีจิตมั่นคง. บทว่า สติมนฺโต ได้
แก่ มีสติตั้งมั่น. บทว่า ทูรงฺคมา ได้แก่ ไปป่า. สมณะเหล่านั้น ละถีน
ที่ใกล้มนุษย์ไปเสียไกล หรือไปยังที่ไกลตามที่ชอบใจด้วยฤทธานุภาพ เหตุนั้น
จึงชื่อว่า ทูรังคมะผู้ไปไกล. ปัญญา ท่านเรียกว่ามันตา. สมณะเหล่านั้น ชื่อว่า
มันตภาณี เพราะมีปกติพูดด้วยปัญญานั้น. บทว่า อนุทฺธตา ได้แก่ ไม่
ฟุ้งซ่าน คือเว้นความฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานฺนติ
ได้แก่ แทงตลอดพระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.
บทว่า น วิโลเกนฺ กิญฺจนํ ความว่า สมณะเหล่านั้น ออกไป
จากบ้านหมู่ใด ก็ไม่เหลียวมองสัตว์หรือสังขารไร ๆ ในบ้านหมู่นั้นด้วยความ
อาลัย ที่แท้ไม่มีความเยื่อใย หลีกไปเลย.
บทว่า น เต สํ โกฏฺเ โอเปนฺติ ความว่า สมณะเหล่านั้น
ไม่สะสม ไม่เก็บรวม ซึ่งสมบัติส่วนตัวไว้ในคลัง [ยุ้ง, ฉาง] เพราะไม่มี
ความจำเป็นเช่นนั้น. บทว่า กุมฺภึ ได้แก่ในหม้อ. บทว่า ขโฬปิยํ ได้
แก่ ในกระเช้า. บทว่า ปรินิฏฺิตเมสานํ ได้แก่ แสวงหาอาหารสำเร็จรูป
เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ๆ ในสกุลอื่น ๆ.