Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 389

เล่ม มมร. 54 หน้า 389 ข้อ 469
๗ รูปนั้น ๓ รูปคือ อุปกะ อุปลคัณฑะ และปุกกุสาติ และอีก ๔ รูปคือ ภัททิยะ ขัณฑเทวะ พาหุรัคคิ และปิงคิยะ ละกายมนุษย์แล้วก็เข้าถึงกายทิพย์ ดังนี้. ครั้นเมื่ออุปกะ เดินทางจากไปแล้ว นางจาปา ก็มีใจเบื่อหน่าย จึง มอบลูกให้นายพรานผู้เป็นตาไว้ เดินไปตามทางที่อุปกะไปก่อนแล้ว ถึงกรุง- สาวัตถีแล้วก็บวชในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย กระทำกิจกรรมในวิปัสสนา ก็ตั้ง อยู่ในพระอรหัตตามลำดับมรรค ครั้นพิจารณาทบทวนถึงความเป็นมาของตน ก็กระทำคาถาที่อุปกะกับคนพูดกันไว้แต่ก่อน รวมเป็นอุทานคาถา ได้กล่าว คาถาเหล่านี้ว่า ท่านอุปกะกล่าวว่า แต่ก่อนเราบวชถือไม้เท้า บัดนี้เรานั้นกลายเป็น พรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตมคือตัณหา อันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้นคือพระนิพพานได้ ดูก่อน จาปา เจ้าสำคัญเราว่าเป็นคนมัวเมา จึงกล่อมลูกเย้ย- หยันเสียดสี เราจักตัดพันธะของจาปาไปบวชอีก. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ โปรดอย่าโกรธจาปาเลย ข้า แต่ท่านมหามุนี โปรดอย่าโกรธจาปาเลย เพราะว่าผู้ถูก ความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก แล้ว ตปะ จะมีมาแต่ไหนเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า เราจักหลีกออกไปจากบ้านนาลา ใครจักอยู่ใน บ้านนาลานี้ได้ เจ้าผูกเหล่าสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดยธรรม ด้วยมายาสตรี.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka