๗ รูปนั้น ๓ รูปคือ อุปกะ อุปลคัณฑะ และปุกกุสาติ
และอีก ๔ รูปคือ ภัททิยะ ขัณฑเทวะ พาหุรัคคิ
และปิงคิยะ ละกายมนุษย์แล้วก็เข้าถึงกายทิพย์ ดังนี้.
ครั้นเมื่ออุปกะ เดินทางจากไปแล้ว นางจาปา ก็มีใจเบื่อหน่าย จึง
มอบลูกให้นายพรานผู้เป็นตาไว้ เดินไปตามทางที่อุปกะไปก่อนแล้ว ถึงกรุง-
สาวัตถีแล้วก็บวชในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย กระทำกิจกรรมในวิปัสสนา ก็ตั้ง
อยู่ในพระอรหัตตามลำดับมรรค ครั้นพิจารณาทบทวนถึงความเป็นมาของตน
ก็กระทำคาถาที่อุปกะกับคนพูดกันไว้แต่ก่อน รวมเป็นอุทานคาถา ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ว่า
ท่านอุปกะกล่าวว่า
แต่ก่อนเราบวชถือไม้เท้า บัดนี้เรานั้นกลายเป็น
พรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตมคือตัณหา
อันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้นคือพระนิพพานได้ ดูก่อน
จาปา เจ้าสำคัญเราว่าเป็นคนมัวเมา จึงกล่อมลูกเย้ย-
หยันเสียดสี เราจักตัดพันธะของจาปาไปบวชอีก.
ข้าพเจ้ากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระ โปรดอย่าโกรธจาปาเลย ข้า
แต่ท่านมหามุนี โปรดอย่าโกรธจาปาเลย เพราะว่าผู้ถูก
ความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก แล้ว
ตปะ จะมีมาแต่ไหนเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เราจักหลีกออกไปจากบ้านนาลา ใครจักอยู่ใน
บ้านนาลานี้ได้ เจ้าผูกเหล่าสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดยธรรม
ด้วยมายาสตรี.