สติไว้ได้ จึงสลบไป (พอฟื้น) ได้โปรยกหาปณะที่อยู่ในมือ และสิ่งของไว้
ที่ประตูเรือนนั่นแหละ ทิ้งผ้านุ่งผ้าห่ม ถือคันชั่งทำเป็นไม้ค้อน หลีกไปตาม
รอยเท้าของพระโพธิสัตว์ ไปถึงฝั่งแม่น้ำนั้น เห็นพระโพธิสัตว์กำลังไปอยู่
จึงกล่าวว่า นายเรือผู้เจริญ ท่านจงกลับเรือ พระโพธิสัตว์ห้ามว่า อย่ากลับ.
เมื่อนายวาณิชพาล แม้นอกนี้ เห็นพระโพธิสัตว์ไปอยู่นั้นแล เกิด
ความโศกมีกำลัง หทัยร้อน เลือดพุ่งออกจากปาก หทัยแตก เหมือนโคลน
ในบึงฉะนั้น. วาณิชพาลนั้น ผูกอาฆาตพระโพธิสัตว์ ถึงความสิ้นชีวิตลง ณ
ที่นั้นนั่นเอง. นี้เป็นการผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์ของพระเทวทัตเป็นครั้งแรก.
พระโพธิสัตว์การทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไปตามยถากรรม.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนาแล้ว ทรงเป็นผู้
ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วแล ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค คือความแน่นอน
แห่งพระสัทธรรมในศาสนานี้ท่านจะต้องเดือดร้อนใจ
ในภายหลัง สิ้นกาลนาน เหมือนวาณิชชื่อ เสริวะ
ผู้นี้ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ เจ นํ วิราเธสิ สทฺธมฺมสฺส
นิยานกํ ความว่า หากท่านพลาด คือ ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรคกล่าว
คือความแน่นอนแห่งพระสัทธรรมอย่างนี้ ในศาสนานี้ อธิบายว่า ท่านเมื่อ
ละความเพียร จะไม่บรรลุคือไม่ได้. บทว่า จิรํ ตุวํ อนุตปฺเปสิ ความว่า
เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านเมื่อเศร้าโศกคือร่ำไรอยู่ตลอดกาลนาน ชื่อว่าจักเดือด
ร้อนใจภายหลัง ในกาลทุกเมื่อ อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ท่าน
เกิดในนรกเป็นต้น เสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ ตลอดกาลนาน ชื่อว่าจักเดือด