พระศาสดาได้ทรงสดับคำของท่านมหาเศรษฐีนั้น แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อน
คฤหบดี แม้บุคคลผู้ลามกในโลกนี้ ย่อมเห็นกรรมอันเจริญ ตราบเท่าที่บาป
ยังไม่ให้ผล ก็เมื่อใด บาปย่อมให้ผลแก่บุคคลผู้ลามกนั้น เมื่อนั้น บุคคลผู้
ลามกนั้นย่อมเห็นแต่บาปเท่านั้น ฝ่ายบุคคลผู้เจริญ ย่อมเห็นบาปทั้งหลาย
ตราบเท่าที่กรรมอันเจริญยังไม่ให้ผล ก็ในกาลใด กรรมอันเจริญย่อมให้ผลแก่
บุคคลผู้เจริญนั้น ในกาลนั้น บุคคลผู้เจริญนั้น ย่อมเห็นแต่กรรมอันเจริญเท่านั้น
แล้วได้ตรัสคาถา ๒ คาถาในพระธรรมบทดังนี้ว่า
แม้บุคคลผู้ลามกย่อมเห็นธรรมอันเจริญตราบ
เท่าที่กรรมอันลามกยังไม่ให้ผล ก็ในกาลใด ธรรม
อันลามกย่อมให้ผล ในกาลนั้น บุคคลผู้ลามกนั้นย่อม
เห็นกรรมอันลามกทั้งหลาย ฝ่ายบุคคลผู้เจริญย่อมเห็น
กรรมอันลามก ตราบเท่าที่กรรมอันเจริญยังไม่ให้ผล
ก็ในกาลใดกรรมอันเจริญย่อมให้ผล ในกาลนั้น บุคคล
ผู้เจริญนั้น ย่อมเห็นกรรมอันเจริญทั้งหลาย.
ก็แหละในเวลาจบคาถาเหล่านี้ เทวดานั้นตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.
เทวดานั้นหมอบลงที่พระบาททั้งสองของพระศาสดาอันเรี่ยรายด้วยจักรให้พระ-
ศาสดาทรงอดโทษว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อันราคะย้อมแล้ว อัน
โทสะประทุษร้ายแล้ว หลงแล้วด้วยโมหะ มืดมนเพราะอวิชชาไม่รู้คุณทั้งหลาย
ของพระองค์ ได้กล่าวคำอันลามก ขอพระองค์จงอดโทษคำนั้นแก่ข้าพระองค์
แล้วยังมหาเศรษฐีให้อดโทษ สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกล่าวคุณของ
ตนเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดานี้แม้จะ
ห้ามอยู่ว่า จงอย่ากระทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็ไม่อาจห้าม
พระองค์ได้ ข้าพระองค์แม้ถูกเทวดานี้ห้ามอยู่ว่า ไม่ควรให้ทาน ก็ได้ให้อยู่