Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 60 หน้าที่ 254

เล่ม มมร. 60 หน้า 254 ข้อ 1776
กริ้วแล้ว ย่อมให้ถึงความวอดวายโดยครู่เดียวเท่านั้น เหมือนอสรพิษ ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความด้วยอำนาจโทษดังกล่าวแล้วใน การเข้าไปภายในพระราชวัง. บทว่า ภตฺตตฺโถ ความว่า เป็นผู้มีความต้องการ ด้วยภัต. บทว่า ยนฺเตตฺถ กุสลํ ความว่า ในบรรดาเรือนที่เจ้าพึงเข้าไป เรือนใดเป็นกุศล คือ ไม่มีโทษ เจ้าพึงรู้เรือนที่เว้นจากอโคจร ๕ ประการ พึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น. บทว่า น จ รูเป มนํ กเร ความว่า เจ้าพึงเป็นผู้รู้จักประมาณในตระกูล แม้เมื่อบริโภคเล่าก็อย่าไว้วางใจในรูปสตรี ในตระกูลนั้น อย่าลืมตายึดเอานิมิตในรูปหญิง. บาลีในคัมภีร์ทั้งหลายว่า คุฏฺํ มชฺชํ กิราสญฺจ ดังนี้ แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าว โคฏฺํ มชฺชํ กิราสญฺจ แล้วกล่าวว่า บทว่า โคฏฺํ ได้แก่ ที่โคทั้งหลายพักอยู่. บทว่า มชฺชํ ได้แก่ โรงสุรา. บทว่า กิราสํ ได้แก่ คนผู้เป็นนักเลง และคนเกเร. บทว่า สภาธิกรณานิ จ ได้แก่ ที่ประชุม ที่ขุมทรัพย์ แห่งเงินและทอง. บทว่า อารกา ความว่าเจ้าพึงเว้นสิ่งทั้งหมดนั้นเสียให้ห่างไกล. บทว่า ยานีว ความว่าเหมือนบุคคลมียานอันเต็มด้วยเนยใสและน้ำมันไปสู่หนทางอันราบเรียบ ฉะนั้น. เมื่อบิดากำลังกล่าวสอนอยู่นั้นเอง มาณพกลับได้สติกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้าไม่ควรไปแดนมนุษย์ ลำดับนั้น บิดาได้สอนวิธีเจริญเมตตาเป็นต้น แก่ดาบสกุมาร ๆ ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดา ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด โดย ไม่นานนัก สองดาบสพ่อลูก มิได้เสื่อมจากฌาน ได้บังเกิดในพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า นางกุมาริกา นี้ ได้มาเป็นนางสาวเทื้อนี้ ดาบสกุมารได้เป็น ภิกษุผู้กระสัน ส่วนดาบสบิดา คือเราตถาคตนั่นเองแล. จบอรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka