Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 60 หน้าที่ 433

เล่ม มมร. 60 หน้า 433 ข้อ 1950
ทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะ ของดิฉันจงแตกเป็น ๗ เสี่ยง. ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔, ๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉันสำรวมแล้วในศีล ทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของ ดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเหสี ได้แก่ พระอัครมเหสี. บทว่า รุจิโน ได้แก่ พระราชา. ทรงพระนามว่า สุรุจิ. บทว่า ปมํ ความว่า ดิฉันได้มาเป็นอัครมเหสีคนแรกก่อนกว่าหญิงทั้งปวง บรรดาหญิง ๑๖,๐๐๐ คน. บทว่า ยํ มํ ความว่า จำเดิมแต่พระเจ้าสุรุจิทรงนำดิฉันมาเพื่อความอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุข ดิฉันได้เป็นหญิงผู้เดียวเท่านั้น ที่ได้อยู่ในพระตำหนักนี้ตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี. บทว่า อติมญฺิตฺถ ความว่า ดิฉันนั้นไม่เคยทราบไม่เคยระลึก เลยว่า ดิฉันล่วงเกินพระราชาสุรุจิแล้วทั้งต่อหน้าหรือลับหลังแม้โดยครู่เดียว. เธอเรียกฤาษีนั้นว่า อีเส. บทวา เต มํ ความว่า พระชนกและพระชนนี ของพระภัสดาทั้งสองพระองค์นั้น ทรงโปรดนำดิฉันมา. บทว่า วิเนตาโร ความว่า ดิฉันได้รับแนะนำจากพระองค์ท่านทั้ง ๒ แล้ว พระองค์ท่านทั้ง ๒ นั้น ยังทรงพระชนม์อยู่ตราบใด ก็คงจะทรงประทานพระโอวาทแก่ดิฉันไป ตราบนั้น. บทว่า อหึสา รตินี ความว่า ดิฉันประกอบแล้วด้วยเจตนา อันเป็นเหตุงดเว้น กล่าวคือความไม่เบียดเบียน หมายความว่า ดิฉันไม่เคย
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka