แล้วยกเอานางช้างสัพพภัททาตัวเป็นมเหสี ให้เป็นหัว
หน้าพากันกลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด.
[๒๓๔๙] นายพรานนั้นนำงาทั้งคู่ของพญาคช-
สาร อันอุดมไพศาลงดงาม ไม่มีงาอื่นในพื้นปฐพี จะ
เปรียบได้ ส่องรัศมีดุจสีทอง สว่างไสวไปทั่วทั้ง
ไพรสณฑ์ มาถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่
เข้าไปถวายพระนางสุภัททา กราบทูลว่า พญาช้าง
ล้มแล้ว ขอเชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด.
[๒๓๕๐] พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอด
พระเนตรเห็นงาทั้งสองของพญาคชสารอันอุดม ซึ่ง
เป็นปิยภัสดาของตนในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนาง
แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้นแล พระนาง
จึงได้สวรรคต.
[๒๓๕๑] พระบรมศาสดาได้บรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณแล้ว มีอานุภาพมา ได้ทรงทำการแย้มในท่าม
กลางบริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พากัน
กราบทูลถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ทรงทำ
การแย้มให้ปรากฏโดยไร้เหตุผลไม่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายจงดู
กุมารีสาวคนนั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติ
อนาคาริยวัตร นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนางสุภัททา
ในกาลนั้น เราตถาคต เป็นพญาช้างในกาลนั้น.